วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569

เหตุที่ทำให้เลิกเล่นเกม

             การเล่นเกมเป็นเรื่องสนุกทำให้ลืมความทุกข์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่เมื่อความทุกข์ผ่านพ้นไปพูดเล่นก็ยังคงมีความสุขในการเล่นอยู่อีกสักพัก อาจจะทำให้เสียการเสียงานไปบ้าง แต่การจะเลิกเล่นก็อาจจะเป็นเรื่องยาก ถ้ายังไม่พร้อมจะเลิก ส่วนคนที่อยากจะเลิกเล่นเกมแล้วก็จะมีเหตุให้เลิกเล่นดังต่อไปนี้
                 1️⃣ เวลาไม่พอ หรือภาระชีวิตเพิ่มขึ้น (สำคัญที่สุด) เช่น งานหนักขึ้น, เรียนต่อ, ดูแลครอบครัว เพราะเกมต้องใช้เวลาเล่นต่อเนื่อง แต่ความสำคัญในการเลี้ยงชีพในชีวิตจริงต้องมาก่อน หากจะเล่นเกมอีกเวลาก็จะไม่พอ เมื่อเวลาเล่นเกมสะดุดและไม่ต่อเนื่อง จะทำให้ตามผู้เล่นคนอื่นไม่ทัน ถ้าอยากเลิกเล่นเกมด้วยเหตุนี้ ก็ลองใช้วิธีไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ 1 สัปดาห์ แบบไม่มีเวลาพัก สุดท้ายเมื่อตามไม่ทัน ก็เลิกเล่นไปเอง
                 2️⃣ เบื่อ เกมไม่มีความท้าทาย เช่น เกมซ้ำ ๆ เนื้อเรื่องเดาได้ และต้องทำกิจกรรมเดิมทุกวัน (grind) การอัปเดตก็ช้าหรือไม่มีอะไรใหม่ พอเล่นไปสักพักแล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นก็จะกลายเป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายและรู้สึกเป็นภาระที่จะต้องทำซ้ำๆ แบบเดิมๆ  
                 3️⃣ เกมเน้นเติมเงิน / pay to win เช่น คนเติมเงินเก่งกว่าแบบเห็นชัด ถ้าไม่เติมก็สู้ไม่ได้ จึงรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และทำให้เสียความรู้สึก ไปพร้อมกับความเสียเงิน การเติมเงินมากๆ อาจจะทำให้เรารู้สึกผูกพันและเสียดายเงินที่เติมไป แต่ถ้าคิดในระยะยาวแล้วเราอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มมากกว่านี้อีกหลายเท่า แต่ถ้าไม่เติม ก็จะแพ้บ่อย ๆ ต่อให้เป็นเกมสนุกแค่ไหน ใครก็ไม่อยากเล่นต่อ
                 4️⃣ สังคมในเกมเป็นพิษ (toxic) เช่น โดนผู้เล่นในทีมด่า โดนเหยียดหยาม มีผู้เล่นหัวร้อนคอยรังแก ในชุมชนก็ไม่น่าอยู่ ส่งผลให้เล่นแล้วเครียดกว่าเดิม เกมจะบังคับโดยปริยายให้เล่นในรูปแบบทีมเพื่อความผูกพันกับผู้เล่นคนอื่น จะได้ไม่เลิกเล่นเกมไปก่อน เพราะไม่อยากเสียเพื่อน แต่การที่เล่นอยู่ในทีมกลับเป็นตัวถ่วงของทีมหรือรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าในทีม ถ้าเราไม่มีเวลาเล่นหรือเล่นไม่เก่งก็จะเป็นการบีบบังคับให้เราต้องออกจากทีมไปด้วยเช่นกัน
                 5️⃣ สุขภาพกายและใจ เช่น ปวดตา ปวดหลัง นอนดึก ทำให้เครียด หงุดหงิด และติดเกมในสายตาคนรอบข้าง บางคนจึงหยุดเล่นเพราะอยากดูแลตัวเอง ตอนแรกก็เล่นเพื่อสนุก แต่สุดท้ายกลายเป็นหงุดหงิด โทษตัวเอง อารมณ์เสีย เครียด ไม่ได้ผ่อนคลาย เมื่อเกมทำให้ชีวิตแย่ลง การเลิกคือเรื่องปกติ
                 6️⃣ เพื่อนเลิกเล่น บางคนเล่นเกมสนุกเพราะเล่นกับเพื่อน พอเพื่อนหาย เหลือเล่นคนเดียว ความสนุกจึงลดลงมาก
                 7️⃣ เทคโนโลยี และค่าใช้จ่าย เช่น โทศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์รับสเปกเกมไม่ไหว หรือมีค่าอุปกรณ์ ค่าอินเทอร์เน็ต ที่ต้องใช้จ่ายเพิ่มจึงไม่คุ้มจะลงทุนต่อ
                 8️⃣ ความพ่ายแพ้ จะกระทบศักดิ์ศรีและความภูมิใจ การที่เราลงเวลา ลงแรง แต่ผลลัพธ์คือแพ้ซ้ำ ๆ สมองจะตีความว่า เราไม่เก่ง และเราไม่มีค่าในเกมนี้ ในการต่อสู้แบบ PVP บางครั้ง จับคู่ไม่สมดุล เจอแต่ผู้เล่นเก่งกว่าและเติมเงิน จึงแพ้แบบไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง
                 การเลิกเล่น เพราะรู้ตัวว่าไม่มีความสุข จึงเป็นการตัดสินใจที่ฉลาด เพราะทำให้สุขภาพใจดีขึ้น มีเวลาทำอย่างอื่น ไม่ต้องเอาแพ้–ชนะ มาวัดคุณค่าของความเป็นคน “แพ้ในโลกสมมุติ แต่ชนะในชีวิตจริง“ ”เกมมีไว้เพิ่มความสุข ไม่ใช่ให้เราเป็นทุกข์กับมัน“ 

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569

โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease)

              โรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท ที่ส่งผลต่อสมองเป็นหลัก ทำให้ความจำ ทักษะการคิด และการรับรู้โดยรวมลดลงไปทีละน้อย ถือเป็นรูปแบบของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ โดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 4-8 ปี แต่บางรายอาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ โรคอัลไซเมอร์มีการดำเนินโรคอย่างช้าๆ แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

ระยะที่ 1: ระยะเริ่มต้น (Early Stage / Mild Alzheimer’s)
               ผู้ป่วยยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ยังสามารถขับรถ ทำงาน และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้ แต่จะเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีปัญหาเรื่องความจำ ซึ่งอาการในระยะนี้อาจไม่ชัดเจนนัก แต่คนใกล้ชิดและแพทย์สามารถสังเกตเห็นได้


ระยะที่ 2: ระยะกลาง (Middle Stage / Moderate Alzheimer’s)
                   เป็นระยะที่ยาวนานที่สุด อาจกินเวลาหลายปี เมื่อโรคดำเนินไป ผู้ป่วยจะต้องการการดูแลมากขึ้น อาการสมองเสื่อมจะชัดเจนขึ้น ผู้ป่วยอาจสับสนคำพูด รู้สึกหงุดหงิดหรือโกรธ และมีพฤติกรรมที่ไม่คาดคิด


ระยะที่ 3: ระยะรุนแรง (Late Stage / Severe Alzheimer’s)
               ระยะสุดท้าย อาการสมองเสื่อมจะรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถสนทนาได้ และในที่สุดจะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ ผู้ป่วยอาจยังพูดคำหรือวลีได้บ้าง แต่การสื่อสารเรื่องความเจ็บปวดจะเป็นเรื่องยาก


ข้อสังเกตสำคัญ
                  1. การดำเนินโรคแตกต่างกันในแต่ละคน อาจมีอาการหรือความก้าวหน้าของโรคที่แตกต่างกัน ระยะต่างๆ อาจทับซ้อนกันได้
                  2. การเปลี่ยนแปลงในสมองเริ่มต้นหลายปีก่อนที่จะมีอาการใดๆ ปรากฏ ช่วงเวลานี้เรียกว่า Preclinical Alzheimer’s Disease
                  3. การตรวจพบเร็วมีความสำคัญ หากสังเกตเห็นอาการตั้งแต่ระยะแรก ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
                  โรคอัลไซเมอร์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การศึกษาพบว่า การมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีสามารถช่วยชะลอหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้ถึง 40% โดยมีแนวทางการป้องกันดังนี้
           1. รับประทานอาหารบำรุงสมอง
               • อาหารที่แนะนำ: ปลาทะเลน้ำลึก (แซลมอน ทูน่า) ที่มีโอเมก้า-3, ผักใบเขียว, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, ถั่วและธัญพืช, น้ำมันมะกอก
               • หลีกเลี่ยง: อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันสัตว์
           2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
               •  ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที/วัน, 5 วัน/สัปดาห์
               •  กิจกรรมแนะนำ: เดินเร็ว, ว่ายน้ำ, โยคะ, ไทชิ, ปั่นจักรยาน, เต้นรำ
           3. ฝึกสมองด้วยกิจกรรมที่ท้าทาย
               • เล่นเกมปริศนา ครอสเวิร์ด ซูโดกุ
               • เรียนรู้ภาษาใหม่ หรือฝึกเล่นดนตรี
               • อ่านหนังสือ ทำงานศิลปะ
           4. นอนหลับให้มีคุณภาพ
               • นอนหลับ 7-9 ชั่วโมง/คืน
               • ขณะนอนหลับสนิท สมองจะกำจัดโปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์ (สาเหตุของโรค)
               • รักษาเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ
           5. ควบคุมความเครียด
               • ฝึกสมาธิ โยคะ หรือการหายใจลึกๆ
               • ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ
            6. มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
               • พบปะเพื่อนฝูงและครอบครัวสม่ำเสมอ
               • เข้าร่วมชมรมหรือกิจกรรมกลุ่ม
            7. ควบคุมโรคประจำตัว
                • ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และคอเลสเตอรอล
                • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
                หลีกเลี่ยง PM2.5 โดยสวมหน้ากากและใช้เครื่องฟอกอากาศ
            8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
                • งดสูบบุหรี่
                • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
                • หลีกเลี่ยงการนอนดึก
            9. รับวิตามินและอาหารเสริมที่จำเป็น
                • วิตามินบี12, วิตามินดี, โอเมก้า-3, วิตามินอี
                • ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
          10. ตรวจสุขภาพประจำปี
               • ตรวจการทำงานของสมอง ความจำ และการรู้คิด
               • ตรวจความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และคอเลสเตอรอล
               • ปัจจุบันมีการตรวจเลือด P-TAU ที่สามารถทำนายการเกิดโรคล่วงหน้าได้ถึง 10 ปี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
            1.         Alzheimer’s Association - Stages of Alzheimer’s (https://www.alz.org/alzheimers-dementia/stages)
            2.         โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล - โรคอัลไซเมอร์ รู้เร็ว รักษาทัน ก่อนอาการรุนแรง
            3.         Eisai’s hhc Thailand - อัลไซเมอร์มีกี่ระยะ (https://hhcthailand.com/stages-of-alzheimer/)