กรรมวิธีการทำและรับประทานกระเทียมแช่น้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ
กระเทียมแช่น้ำผึ้ง หรือ กระเทียมดองน้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในวิธีการถนอมอาหารแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมในหลายวัฒนธรรม โดยเชื่อว่าเป็นการผสมผสานคุณประโยชน์ของสมุนไพรสองชนิดที่มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นอย่างกระเทียมและน้ำผึ้งเข้าไว้ด้วยกัน เอกสารฉบับนี้จะนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับกรรมวิธีการทำ วิธีการรับประทานที่เหมาะสม ประโยชน์ต่อสุขภาพที่อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมถึงข้อควรระวังที่สำคัญ เพื่อให้การบริโภคเกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยกรรมวิธีการทำ
กรรมวิธีการทำกระเทียมแช่น้ำผึ้งมีหลากหลายสูตร แต่สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลัก คือ วิธีการหมักโดยใช้กระเทียมกับน้ำผึ้งเป็นหลัก และวิธีการดองซึ่งมีการเติมส่วนผสมอื่น ๆ เช่น น้ำส้มสายชู เพื่อช่วยในกระบวนการและปรับปรุงรสชาติวิธีที่ 1: การหมักกระเทียมในน้ำผึ้ง (Honey-Fermented Garlic) วิธีนี้เน้นกระบวนการหมักตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ได้กระเทียมที่นุ่มและหวานขึ้น พร้อมกับน้ำผึ้งที่เจือจางลงและมีกลิ่นรสของกระเทียม มีดังนี้
1. เตรียมกระเทียม: ปอกเปลือกกระเทียมและทำความสะอาด จากนั้นผึ่งให้แห้งสนิท
2. บรรจุลงโหล: นำกระเทียมที่เตรียมไว้ใส่ในโหลแก้วที่สะอาดและแห้ง
3. เทน้ำผึ้ง: เทน้ำผึ้งดิบลงไปให้ท่วมกระเทียมทั้งหมด รอให้น้ำผึ้งแทรกซึมลงไปจนทั่วแล้วเติมเพิ่มหากจำเป็น
4. การหมัก: ปิดฝาโหลแบบหลวมๆ เพื่อให้ก๊าซที่เกิดจากการหมักสามารถระบายออกมาได้ นำไปเก็บไว้ในที่มืดและเย็น (เช่น ตู้กับข้าว) เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน
5. การดูแลระหว่างหมัก: ในช่วงสัปดาห์แรก ควรเปิดฝาเพื่อระบายก๊าซ (Burping) หรือคนให้เข้ากันทุกวัน เพื่อให้กระเทียมที่ลอยอยู่ด้านบนได้สัมผัสกับน้ำผึ้งอย่างทั่วถึงและป้องกันการเกิดเชื้อรา [1]
วิธีที่ 2: การดองกระเทียมในน้ำผึ้ง (Honey-Pickled Garlic)วิธีนี้เป็นสูตรที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีการเติมน้ำส้มสายชูและส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่จัดจ้านและเก็บได้นานขึ้น มีดังนี้
1. เตรียมน้ำดอง: ผสมน้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู และเกลือเข้าด้วยกัน นำไปต้มจนเดือดแล้วพักไว้ให้เย็น
2. เตรียมกระเทียม: ปอกเปลือกกระเทียม ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งให้แห้งสนิท
3. บรรจุลงโหล: นำกระเทียมใส่ในโหลแก้วที่เตรียมไว้
4. ผสมส่วนผสม: เติมน้ำผึ้งและน้ำดองที่เย็นแล้วลงไปในโหลกระเทียม คนให้เข้ากัน
5. การดอง: ปิดฝาให้สนิทและนำไปเก็บไว้ประมาณ 15 วัน ขึ้นไป จึงจะสามารถรับประทานได้ [2]
1. เตรียมน้ำดอง: ผสมน้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู และเกลือเข้าด้วยกัน นำไปต้มจนเดือดแล้วพักไว้ให้เย็น
2. เตรียมกระเทียม: ปอกเปลือกกระเทียม ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งให้แห้งสนิท
3. บรรจุลงโหล: นำกระเทียมใส่ในโหลแก้วที่เตรียมไว้
4. ผสมส่วนผสม: เติมน้ำผึ้งและน้ำดองที่เย็นแล้วลงไปในโหลกระเทียม คนให้เข้ากัน
5. การดอง: ปิดฝาให้สนิทและนำไปเก็บไว้ประมาณ 15 วัน ขึ้นไป จึงจะสามารถรับประทานได้ [2]
ประโยชน์ต่อสุขภาพและข้อเท็จจริง
ประโยชน์ที่กล่าวอ้างของกระเทียมแช่น้ำผึ้งส่วนใหญ่มาจากคุณสมบัติดั้งเดิมของกระเทียมและน้ำผึ้งเอง โดยมีข้อมูลสนับสนุนและข้อเท็จจริงที่ควรทราบดังนี้• กระเทียมและน้ำผึ้งมีสารต้านอนุมูนอิสระสามารถบรรเทาอาการหวัดไอและเจ็บคอได้
• มีงานวิจัยชี้ว่าในกระเทียมจะมีสารอัลลิซิน ซึ่งจะลดระดับ คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ากระเทียมดองน้ำผึ้งสามารถรักษาไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ การกินกระเทียมสดจะได้สารอัลลิซินที่มากกว่า เนื่องจากสารจะสลายเมื่อผ่านความร้อนหรือกระบวนการแปรรูป [5]
• กระบวนการหมัก ทำให้เกิดกระบวนการ โปรไบโอติกซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพลำไส้และสารในกระเทียมกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้ได้
วิธีรับประทาน
เพื่อให้การบริโภคกระเทียมแช่น้ำผึ้งเกิดประโยชน์และปลอดภัย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและตระหนักถึงข้อควรระวังดังต่อไปนี้• เพื่อสุขภาพทั่วไป: รับประทานวันละ 1-2 หัว ขณะท้องว่าง [6]
• เมื่อเริ่มมีอาการป่วย: สามารถรับประทานน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือกระเทียม 1 กลีบ ได้ถึง 3 ครั้งต่อวัน
• การนำไปประกอบอาหาร: สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในน้ำสลัด ซอสหมัก หรือใช้ราดบนอาหารต่าง ๆ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงเพื่อรักษาสารอาหารที่เป็นประโยชน์
ข้อควรระวัง
1. ความเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึม (Botulism): แม้จะพบได้ยาก แต่ทั้งกระเทียมและน้ำผึ้งดิบมีความเสี่ยงในการปนเปื้อนของสปอร์แบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งเจริญเติบโตได้ในสภาวะไร้ออกซิเจนและมีความเป็นกรดต่ำ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติน้ำผึ้งมีความเป็นกรด (pH เฉลี่ย 3.2-4.5) ซึ่งช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อนี้ได้2. ไม่ปลอดภัยสำหรับทารก: ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีบริโภคน้ำผึ้งโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโบทูลิซึมในทารก (Infant Botulism) [3]
3. ปริมาณน้ำตาล: น้ำผึ้งเป็นแหล่งของน้ำตาล ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควรบริโภคในปริมาณที่จำกัด [4]
4. อาการระคายเคือง: การรับประทานกระเทียมในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร เช่น แสบท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียได้
5. ปฏิกิริยากับยา: กระเทียมอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาลดความดันโลหิต ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน [4]
โดยสรุป กระเทียมแช่น้ำผึ้งเป็นอาหารที่มีประโยชน์จากคุณสมบัติดั้งเดิมของส่วนผสมหลัก แต่ไม่ใช่ยารักษาโรค การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ เช่น การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย จะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมได้อย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
[1] Homestead and Chill. (2023). Easy Fermented Garlic Honey Recipe + Benefits and Uses. https://homesteadandchill.com/fermented-garlic-honey-recipe/
[2] Suphabeefarm. (n.d.). วิธีทำกระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง. https://www.suphabeefarm.com/contents/วิธีทำ-กระเทียมโทนดองน้ำ/
[3] Cleveland Clinic. (2024). Is Fermented Garlic Honey Good for Colds?. https://health.clevelandclinic.org/garlic-honey-benefits
[4] Protriva. (2025). พาส่อง กระเทียมดอง ประโยชน์ 5 ข้อ ดีต่อสุขภาพกว่าที่คิด. https://protriva.com/blog/กระเทียมดอง-ประโยชน์/
[5] สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). (2017). จริงหรือไม่?? กระเทียมดองน้ำผึ้งแก้โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้. https://oryor.com/media/infoGraphic/media_printing/1446
[6] Facebook: CmVanusnun. (n.d.). กินกระเทียมโทนดองยังไง? ให้ได้ประโยชน์เต็ม….
https://www.facebook.com/CmVanusnun/posts/963470049227738/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น