วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

4 อ. ชะลอวัย

 การรักษาสุขภาพเพื่อชะลอวัย 4 ประการ

                สิ่งที่ทำให้คนเรา “แก่เร็ว”  คือ ความเจ็บป่วย โดยเฉพาะจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง และอนุมูลอิสระที่มากเกินไปในร่างกาย การรักษาสุขภาพให้ดูอ่อนกว่าวัย ควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ แม้ว่าร่างกายมีการเจริญเติบโต แต่ก็มีโอกาสอ้วน ทำให้เป็นโรค การเสื่อมลงเมื่ออายุมาก ถ้าบำรุงไม่ดี ก็ยิ่งจะเสื่อมถอยเร็วขึ้น แม้ว่าร่างกายจะสร้างเซลล์และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ แต่ถ้าอายุมากขึ้นเซลล์จะค่อย ๆ หยุดความเจริญ เสื่อมถอย แล้วตายในที่สุด น้ำและอาหารจะเป็นแหล่งพลังงานให้เราเคลื่อนไหวและมีชีวิตอยู่ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เป็นโรค ดังนั้น สิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี ประกอบด้วย 4 อย่าง หรือ 4 อ. มีดังนี้ 

อาหาร
                ใส่ใจในการกินอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ ให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ถ้ากินอาหารที่มีไขมันสูง ประเภทไขมันอิ่มตัว แม้ว่าร่างกายจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เมื่อเรามีอายุเพิ่มมากขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระนี้จะลดน้อยลง แต่เสริมได้โดยการกินวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินอี พบในน้ำมันพืชที่ไม่โดนความร้อน หรือ น้ำมันเมล็ดทานตะวัน หรือ น้ำมันเมล็ดคำฝอย,  วิตามินซี พบในฝรั่ง มะละกอดิบ(เมนูส้มตำ) และสังกะสี (Zinc) พบในหอยนางรม และเนื้อสัตว์ ควรเลือกอาหารไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารมัน กะทิ หรือของทอด ควรกินอาหารที่มีแคลลอรี่ต่ำ เพื่อลดกระบวนการย่อยสลาย ร่างกายจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะอาหารที่มีแคลลอรี่สูง จะแปรเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล สะสมในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายต้องหลั่งสารอินซูลินตลอดเวลา จึงเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้แก่เร็ว ควรกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนหรือธัญพืชขัดสีน้อย ข้าวกล้อง ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อยช้า ช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ และยังมีใยอาหารสูงให้พลังงานต่ำ ไม่อ้วน ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี ควรงดอาหารรส หวาน มัน เค็ม ทั้ง 3 รส 
               ในวันหนึ่ง ๆ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับการสูญเสียน้ำออกไปทางปัสสาวะ อุจจาระ การหายใจ และเหงื่อ ซึ่งแต่ละคนก็ต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ควรกินอาหารมื้อเช้าเพราะจะกระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้บีบตัวจนรู้สึกอยากถ่าย ระหว่างรอขับถ่าย อาจเดินไปเดินมาเพื่อช่วยให้ลำไส้ได้ขยับตัว และเมื่อรู้สึกปวดถ่าย ก็ให้ถ่ายทันที เพราะความรู้สึกดังกล่าวจะอยู่นานแค่สองนาทีเท่านั้น ปกติแล้วเราจะรู้สึกปวดท้องถ่ายในช่วงเช้า โดยเฉพาะช่วงเวลา 05.00 - 07.00 น. เป็นเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน แต่ถ้าพลาดนาทีนี้ไป อุจจาระก็จะถูกดูดน้ำกลับ ทำให้มีสภาพแข็งตัวขับถ่ายได้ลำบาก มีโอกาสเป็นริดสีดวง ควรกินอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อจะช่วยเพิ่มเส้นใยการขับถ่าย ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายอุจจาระได้รวดเร็ว หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ หรือกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว จะส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารส่งผ่านไปได้สะดวก หากรู้สึกปวดอุจจาระให้เข้าห้องน้ำทันที อย่ากลั้นไว้เพราะยิ่งรอนาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก ควรขับถ่ายทุกเช้าให้เป็นกิจวัตรอย่างผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลง การดื่มน้ำชา กาแฟ แอลกอฮอล์ จะทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง แต่จะไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ส่งผลให้อาการท้องผูก ส่วนยาระบายหรือยาถ่ายสามารถใช้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะไม่ได้ช่วยรักษาอาการท้องผูกให้หายขาด แต่จะทำให้ลำไส้ชินยากระตุ้นแล้วขับถ่ายไม่เป็นเวลา 

อ้วน
                คนสมัยใหม่ เป็นโรคอ้วนง่ายขึ้น เพราะการเข้าสังคม การหากินร้านอาหารใหม่ ๆ หรือการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดวันโดยไม่ได้ขยับร่างกาย ความอ้วนจะเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคตับอักเสบ-ตับแข็ง โรคข้อและกระดูก และมะเร็ง อาหารประเภทน้ำตาลเปรียบเหมือนสารเสพติดชนิดหนึ่งที่ยิ่งรับประทานยิ่งอร่อย และเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในอาหารคาวหวาน เช่น ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม หรือข้าวขาว และผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงสุก ในความเป็นจริง ร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวัน ถ้ามากกว่านี้จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่าง ๆ อีกทั้ง ไขมันทรานส์ ที่เกิดจากการแปรรูป จะย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น เช่น ครีมเทียมในกาแฟ ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ ฯลฯ การใช้ไขมันไม่อิ่มตัวอย่างน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มาทอด จะทำให้ไขมันจับกับไฮโดรเจนกลายเป็นไขมันทรานส์ ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างและกระตุ้นอนุมูลอิสระในร่างกาย ควรรับประทานอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างโดยมีใบตองห่อหุ้มจะปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า นอกจากนี้ เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ให้โทษต่อร่างกาย เพราะมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษและย่อยยาก ควรหาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพมากินแทน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ธัญพืช เห็ดชนิดต่าง ๆ เพราะไม่มีน้ำตาล ไม่มีไขมัน อุดมด้วยโปรตีนและใยอาหาร ควรกินผักและผลไม้ที่ไม่หวานหลากหลายชนิด เพื่อให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ให้กินเป็นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งของอาหารในแต่ละมื้อ และกินแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต เป็นแป้งที่มีโครงสร้างซับซ้อนทำให้ชะลอการดูดซึมน้ำตาล 
                ถ้ามีอายุมากขึ้น ควรรับประทานข้าวในปริมาณที่น้อยลงในแต่ละมื้อ เพราะความต้องการพลังงานจะลดลง การกินอาหารมื้อเย็นมากเกินไป หรือกินหนักทุกมื้อ จะทำให้เกิดการสะสมของไขมัน ทำให้อ้วน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ควรดื่มนมเพราะไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยนม และกรดแอมิโนบางอย่างในนมทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมและแมกนีเซียมจากกระดูกไปในปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในวัยผู้ใหญ่ ควรเลือกรับประทานแคลเซียมจากแหล่งอื่นที่ดีกว่า เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ธัญพืช หรือเต้าหู้ ควรละเว้นการดื่มกาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ ะทำให้ผิวหนังเกิดความเสื่อมก่อนวัย ตามปกติร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญ นำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้เพียงพอที่จะสร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตามธรรมชาติอยู่แล้ว การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารอะดีนาลีนอยู่เป็นประจำ อะดรีนาลินซึ่งไปทำงานคล้ายฮอร์โมนไทรอยด์ จะทำให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไปโดยปริยาย ส่งผลให้ต่อมไทรอยด์เสื่อมเร็วกว่าปกติ ถ้าเกิดภาวะไทรอยด์ต่ำ จะทำให้การเผาผลาญต่ำลง แม้เราจะกินอาหารเท่าเดิมก็อ้วนง่าย บางคนมีอาการมือเท้าเย็น เวียนศีรษะ ความจำเสื่อม ผิวและผมแห้ง ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ส่วนการดื่มเบียร์ ก็จะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย และเข้าไปกลายเป็นน้ำตาลสะสมในรูปไขมัน ทำให้ผู้ชายที่ดื่มมีรูปร่างเหมือนถังเบียร์ หัวล้าน มีเต้านมเหมือนผู้หญิง และมีผลต่อตับ ถ้าดื่มมากจะลงพุงและแก่เร็ว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ออกกำลังกาย
                การออกกำลังกาย เป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างกับกินอาหาร ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารแต่ไม่ได้เผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกเลย น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ไขมันในร่างกายก็จะสะสม การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ก็จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง สดชื่น กระฉับกระเฉง เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การทำโยคะ การเต้นแอโรบิค และที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องดูว่า อายุ สุขภาพ เหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนที่จะมีประโยชน์เหมาะกับร่างกายมากที่สุด ไม่ทำตามคนอื่น ๆ โดยที่ร่างกายเราไม่ไหว การออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น จะต้องให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ หรือกล้ามเนื้อชุดใหญ่ได้เคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้อที่ แขน ขา ท้อง คอ รวมทั้งปอดและหัวใจ โดยระยะเวลาในการออกกำลังกายไม่ได้ระบุไว้ตายตัว ขึ้นอยู่กับ อายุ สุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกายและโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิต โรคหัวใจ ฯลฯ โดยทั่วไปควรออกกำลังกายนานประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละ 3-6 วัน โดยให้ร่างกายได้หยุดพักบ้างสักวันหนึ่ง การพักผ่อนเพียงพอ จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส รอยคล้ำใต้ตาจะจางลง เพราะช่วงเวลานอนร่างกายจะทำงานน้อยที่สุด และเป็นเวลาที่ผลิตเซลล์ผิวใหม่ จึงเป็นการพักผ่อนฟื้นฟูสภาพผิวไปในตัว ดังนั้น ควรนอนหลับให้สนิทโดยปราศจากสิ่งรบกวนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม โดยเวลาสี่ทุ่มถึงตีสองเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งส่งผลให้หลับลึก ทำให้ความจำดี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และทำให้การหลั่งฮอร์โมนในร่างกายสมดุล ในช่วงที่ร่างกายหลับลึกก็จะส่งผลให้โกร์ทฮอร์โมนหลั่งออกมาเพื่อเสริมสร้างโปรตีนในร่างกาย ได้แก่ คอลลาเจนใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูกให้แข็งแรง ช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกาย ดังนั้น ถ้าไม่อยากแก่อย่านอนดึก ควรนอนหลับให้สนิทเต็มอิ่ม จะดูอ่อนเยาว์ และควรดูแลผิวพรรณ ให้ดูเปล่งปลั่งสดใส ทำความสะอาดใบหน้าให้ผิวดูสดชื่นอยู่เสมอ ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นในตอนเช้าจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ช่วยลดความบวมของหน้าได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด ลดการแห้งแตกของผิวด้วยการใช้สบู่อ่อน หรือครีมอาบน้ำ และควรทาโลชั่นลดความแห้งหลังอาบน้ำ ไม่แนะนำการทาไวตามินซีหรือสารกระตุ้นการเจริญของเซลล์เพราะเป็นวิธีที่สิ้นเปลือง หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดแรง ๆ โดยไม่ใช้ครีมกันแดดเพราะจะทำให้ผิวคล้ำเสียไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัย ควรเลือกเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าไม่ระคายเคืองผิว และไม่ขัดถูผิวแรง ๆ หลีกเลี่ยงมลพิษ ฝุ่นละออง ควันสูบบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและโรคมะเร็ง

อารมณ์
               อารมณ์ เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพและชะลอความแก่ได้ ในการทำงานและใช้ชีวิตประจำวันมักจะทำให้เกิดจินตนาการเชิงลบ อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เพราะจิตใจเชื่อมโยงกับร่างกายโดยตรงจะทำให้เราไม่เป็นสุข เกิดความเครียดทางอารมณ์ สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว มีผลทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม นอนไม่หลับ ความเครียดจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว หัวใจเต้นเร็วและแรง เส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจตีบเล็กลง ความดันเลือดสูงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงทำให้เลือดข้นขึ้นและแข็งตัวเร็วกว่าปกติ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ลดลง โดยผลที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง เมื่อยล้า จากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว ความเครียดจึงสัมพันธ์กับโรคต่าง ๆ แทบทุกโรค ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด แผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ ความเครียดทำให้ลำไส้ทำงานได้น้อยลงส่งผลให้ท้องผูก ทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรมลง ดังนั้น อย่าเครียด แต่ให้รู้จักผ่อนคลาย ถอยตัวเองออกจากปัญหาที่กำลังประสบอยู่ชั่วคราว มีทักษะผ่อนคลายเพื่อช่วยพักความคิดและร่างกาย เช่น การออกกำลังกายเบา ๆ เมื่อพักใจได้ดีพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหันกลับมาพิจารณาปัญหาที่ทำให้เครียด วางแผนลงมือคลายเครียดทำอย่างเป็นขั้นตอน และถ้ามีอะไรที่เราทำไม่ได้จริง ๆ ก็ให้ฝึกใจยอมรับและแก้ที่ใจของเรา หรือจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด ฝึกจิตให้สงบ เช่น การฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือมีงานอดิเรกที่ผ่อนคลาย เมื่อใดรู้ตัวว่าเครียด ควรรู้จักผ่อนคลาย ถอยตัวเองออกจากปัญหาชั่วคราว เพื่อช่วยพักความคิดและร่างกาย หรือใช้เทคนิคง่าย ๆ เช่น การออกกำลังกายเบา ๆ การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การยืดเหยียดแนวโยคะ และการฝึกหายใจคลายเครียด เมื่อพักใจได้ดีพอควรแล้วก็ถึงเวลาที่จะหันกลับมาพิจารณาสาเหตุของปัญหา วางแผนแล้วลงมือทำอย่างเป็นขั้นตอน ถ้ามีอะไรที่ทำไม่ได้ ให้ฝึกใจยอมรับและแก้ที่ใจของเรา หรือจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียดก็ได้ จะช่วยให้มีความสุขและช่วยเพิ่มสุขภาพที่ดีด้วย 
                 การมีทัศนคติที่ดีหรือคิดบวก จะช่วยให้มีความสุข ควรทำอารมณ์ให้สดใส มีความสุขในทุก ๆ วัน หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การสัมผัสรังสี โลหะหนัก และมลภาวะเป็นเวลานาน ๆ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและมีคุณภาพช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ ให้นอนหลับสนิทจริงๆ อย่างน้อยวันละ 4 ชม. ถ้าอารมณ์ดีจะทำให้ดูเด็กและสดใสอยู่เสมอ ช่วยให้สุขภาพจิตดี ผิวพรรณดี มีเสน่ห์ ใครก็อยากคบหาอยู่ใกล้พูดคุยกับคนที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เสมอ การทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่บวก ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน กล้าที่จะผจญภัย กล้าลองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือคิดและทำอะไรแบบเด็ก ๆ ในทางสร้างสรรค์บ้าง ลด ละ เลิกเครียด เมื่อรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้ว ก็พยายามถอยออกมาโดยบอกกับตัวเองว่า “ขอตั้งหลักแป๊บนึง” จนเมื่อรู้สึกผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่งขึ้นก็ค่อยกลับไปลุยต่อ เมื่อใดที่เราไม่เครียด ก็จะดูอ่อนวัย ผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีจะมีสุขภาพกายที่แข็งแรงด้วย สามารถลงมือทำงานด้วยสติปัญญา ไหวพริบ ตั้งใจ มีวิสัยทัศน์ มีเหตุผล กระตือรือร้น ขยันหมั่นเพียร มีระเบียบวินัยในตนเอง กล้าหาญ มุ่งมั่นตั้งใจ เสียสละ อดทน และจดจ่อกับสิ่งที่กระทำ เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาททางสังคม มนุษยสัมพันธ์ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ สามารถปรับตัวเมื่อต้องพบกับอุปสรรคภายนอกต่าง ๆ เมื่อพบกับความขัดแย้งในความคิดเห็นที่แตกต่าง สภาพแวดล้อมที่กดดัน ก็สามารถหาทางออกของปัญหาได้ ไม่ท้อแท้ใจ หรือคิดหนีปัญหา มีจิตวิทยาในการดำเนินชีวิตซึ่งเป็นศาสตร์เกี่ยวกับจัดระบบ เรียบเรียงความคิด ปรับทัศนคติ พฤติกรรม ควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกทางบุคลิก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตามความเป็นจริงได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ มีเหตุผล นำความรู้ในด้านจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตได้อย่างเป็นระบบ 
                   ถ้าการดำเนินชีวิตเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เพราะความเหนื่อยล้า ขาดสติหรือประมาทพลาดพลั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ ควรรู้จักให้อภัยแก่ตนเองและผู้อื่น นำความผิดพลาดมาเป็นประสบการณ์ชีวิตเพื่อปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก ไม่ตอกย้ำทำลายความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เราไม่สามารถจดจำทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตได้หมด เรื่องในอดีตจะค่อย ๆ ลืมเลือนหายไปจากความทรงจำเองโดยที่ไม่ต้องพยายามที่จะลืม จึงไม่จำเป็นต้องนำเรื่องร้าย ๆ มาคิดซ้ำเติมตนเองให้เสียใจอีก และเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นในอดีตเพื่อแก้ไขได้อีกแล้ว จึงเปล่าประโยชน์ที่จะคิดถึงหรือคิดกลับไปกลับมาซ้ำ ๆ การเรียกร้องหาอดีต ย่อมไม่เป็นผลดีกับตนเองอย่างแน่นอน วิธีนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจิตใจได้จนหมดสิ้น ถ้าไม่มีสติปัญญารู้เท่าทัน แยกแยะเรียบเรียงลำดับความคิด และไม่มีเหตุมีผลแล้ว ย่อมจะเกิดความสับสนในใจขึ้น ในด้านกายภาพอาจจะทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่มากผิดปกติ เกิดการสะสมจนทำลายเนื้อสมองอย่างถาวร ทำให้เกิดความคิดความเห็นผิด ประสาทหลอน หรือเข้าขั้นที่จะทำร้ายตัวเอง ที่เรียกว่าโรคจิต

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568

การทำงานของอินซูลิน


 การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน
     
               ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) เป็นฮอร์โมนชนิดเปปไทด์ (peptide hormone) ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อินซูลินผลิตขึ้นโดยเบต้าเซลล์ (beta cells) ของตับอ่อน (pancreas) และทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนหลักในการเก็บสะสมพลังงาน (anabolic hormone) ของร่างกาย และควบคุมเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต, ไขมัน, และโปรตีน โดยการส่งเสริมให้เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ตับ (liver), เซลล์ไขมัน (fat), และเซลล์กล้ามเนื้อลาย (skeletal muscles) ดูดซึมกลูโคส (glucose) จากกระแสเลือดเข้าไปใช้ เปรียบการทำงานได้กับ “กุญแจ” ที่จะเข้าไปเปิดประตูของเซลล์ เพื่อให้น้ำตาลกลูโคสซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักสามารถผ่านจากกระแสเลือดเข้าไปในเซลล์ได้ เมื่อกลูโคสเข้าสู่เซลล์แล้ว จะถูกแปรสภาพเพื่อเก็บสะสมในรูปแบบต่างๆ ดังนี้:
              •  ไกลโคเจน (Glycogen): ในเซลล์ตับและกล้ามเนื้อ กลูโคสจะถูกเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนเพื่อเก็บเป็นพลังงานสำรองระยะสั้น ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ไกลโคเจเนซิส (glycogenesis) 
              • ไขมัน (Triglycerides): ในเซลล์ไขมันและตับ กลูโคสส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อเก็บเป็นพลังงานสำรองในระยะยาว ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ไลโปเจเนซิส (lipogenesis) 
             นอกจากนี้ อินซูลินยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งกลูโคสจากตับ (gluconeogenesis) อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกินไป [1]

การควบคุมการหลั่งอินซูลิน
              การหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน จะถูกควบคุมโดยระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก:
             • เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) เช่น ภายหลังการรับประทานอาหาร เบต้าเซลล์จะถูกกระตุ้นให้หลั่งอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น เพื่อนำน้ำตาลไปใช้และเก็บสะสม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงสู่ภาวะปกติ 
              • เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) การหลั่งอินซูลินจะลดลง เพื่อสงวนน้ำตาลไว้ในกระแสเลือดสำหรับอวัยวะที่จำเป็น เช่น สมอง ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) ซึ่งทำงานตรงข้ามกับอินซูลิน จะถูกหลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นให้ตับปล่อยกลูโคสที่เก็บสะสมไว้ออกมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 
               กลไกการทำงานร่วมกันของอินซูลินและกลูคากอนนี้เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด (glucose homeostasis) [2]

ภาวะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลิน
               เมื่อการทำงานของอินซูลินลดลงหรือไม่มีเลย จะนำไปสู่ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) ซึ่งเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง แบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก คือ:
              • เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ 
              • เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งเซลล์ของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีเท่าที่ควร ร่วมกับการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย [3]

เอกสารอ้างอิง:
[1] Wikipedia. (n.d.). Insulin. Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Insulin
[2] Petersen, M. C., & Shulman, G. I. (2018). Mechanisms of Insulin Action and Insulin Resistance. Physiological Reviews, 98(4), 2133–2223. Retrieved from https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6170977/

[3] Centers for Disease Control and Prevention. (2024, May 15). About Insulin Resistance and Type 2 Diabetes. Retrieved from https://www.cdc.gov/diabetes/about/insulin-resistance-type-2-diabetes.html


วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

หอยนางรมกับสุขภาพร่างกาย

การกินหอยนางรมดิบ

                ความเชื่อที่ว่าการบริโภคหอยนางรม ช่วยเพิ่มความต้องการและสมรรถภาพทางเพศ โดยเฉพาะในเพศชาย ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ว่าการบริโภคหอยนางรมส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่ม “ความต้องการทางเพศ” ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเป็นผลทางอ้อมจากการที่ร่างกายได้รับสังกะสีที่จำเป็นต่อระบบสืบพันธุ์อย่างเพียงพอมากกว่า ส่วนความเชื่อกันว่าหอยนางรมช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น และชะลอการเกิดริ้วรอย โดยอ้างว่าหอยนางรมมี “คอลลาเจน” ในปริมาณสูงนั้น ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะประโยชน์ต่อผิวมาจากแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก ส่วนความเชื่อว่าหอยนางรมช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองให้ทำงานได้ดี พอเชื่อถือได้หอยนางรมเป็นหนึ่งในแหล่ง วิตามิน B12 ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาท การสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และการบำรุงรักษาเซลล์สมอง นอกจากนี้ กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในหอยนางรมก็มีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและอาจลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ และความเชื่อว่าการบริโภคหอยนางรมช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคตาที่เกี่ยวกับอายุ ก็พอเชื่อถือได้เพราะมีสังกะสีอย่างเพียงพอมีส่วนช่วยชะลอการลุกลามของโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ส่วนความเชื่อที่อันตรายอย่างยิ่ง ว่าการบีบมะนาวลงบนหอยนางรมสดสามารถฆ่าเชื้อโรคได้นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมะนาวไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้
               แม้ว่า หอยนางรม เป็นอาหารทะเลยอดนิยมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่มีชื่อเสียง แต่การบริโภคหอยนางรมดิบหรือไม่ปรุงสุก มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Vibrio ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงไปจนถึงเสียชีวิตได้ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยบูรพา ศึกษาหอยนางรมสดจำนวน 240 ตัวอย่าง จากแหล่งเลี้ยงหอยนางรมบริเวณอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ระหว่างเดือนมีนาคม 2553 ถึงกุมภาพันธ์ 2554 พบผลการวิจัยที่น่าตกใจว่า หอยนางรมสด เกือบทั้งหมด (91%) ที่จำหน่ายในพื้นที่อ่างศิลามีการปนเปื้อนเชื้อ V. parahaemolyticus และ มากกว่า 1 ใน 5 มีการปนเปื้อนเชื้อ V. vulnificus ซึ่งเป็นเชื้อที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก โดยฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม) จะความหนาแน่นของเชื้อที่สูงมาก

ความรุนแรงของโรคจากการกินหอยนางรมดิบ    
              1. โรควิบริโอซิส (Vibriosis) จาก V. parahaemolyticus เป็นสาเหตุหลัก ของโรคอาหารเป็นพิษในประเทศไทย โดยกรมควบคุมโรครายงานว่า เชื้อนี้คิดเป็น ร้อยละ 50-60 ของจำนวนผู้ป่วยอาหารเป็นพิษที่ระบุเชื้อก่อโรคได้ อาการของโรค มีดังนี้ 
                  •  ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและปวดมวนท้องรุนแรง
                  •  คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้และปวดศีรษะ
                  •  บางครั้งมีอาการคล้ายเป็นบิด ถ่ายอุจจาระปนเลือดหรือเป็นมูก
                  •  ระยะฟักตัว: 12-24 ชั่วโมง หรือ ช่วง 4-30 ชั่วโมง
                  •  ระยะดำเนินโรค: 1-7 วัน
                  โดยทั่วไปโรคจาก V. parahaemolyticus ไม่รุนแรงมากและหายได้เอง หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม แต่ต้องระวังภาวะขาดน้ำ จากการอาเจียนและท้องเสียรุนแรง
              2. การติดเชื้อ V. vulnificus  มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต โดยอาการมักเกิดภายใน 3 ชั่วโมง ถึง 3 วันหลังได้รับเชื้อ เริ่มจากอาการท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตามด้วยไข้หนาวสั่น และความดันโลหิตต่ำ หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด ผิวหนังพองเป็นตุ่มน้ำที่แขนและขา อาจมีถุงน้ำปนเลือด และอาจลุกลามเป็น “แบคทีเรียกินเนื้อ” (Necrotizing fasciitis) ซึ่งต้องรักษาในห้องไอซียู และอาจต้องตัดอวัยวะ[3]
 
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
               บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรงจาก Vibrio ได้แก่ ผู้ป่วยโรคตับแข็ง โรคพิษสุราเรื้อรัง ตับอักเสบเรื้อรัง ตับอักเสบจากไขมันเกาะตับ เบาหวาน ภาวะธาตุเหล็กเกิน โลหิตจางธาลัสซีเมียเมเจอร์ โรคไตวายเรื้อรัง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน กลุ่มเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคหอยนางรมดิบโดยเด็ดขาด

สถานการณ์ปัจจุบันและการเตือนภัย
               การเตือนภัยล่าสุด (กรกฎาคม 2568) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกคำเตือนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการบริโภคหอยนางรมดิบ หลังจากตรวจพบการปนเปื้อนเชื้อ Vibrio ในหอยนางรม โดยยืนยันว่า การบริโภคหอยนางรมที่ปนเปื้อนเชื้อ Vibrio อาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง และหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยมีกรณีที่เป็นข่าวหลายกรณี รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังและนักกีฬาทีมชาติไทยที่มีอาการเจ็บป่วยหลังบริโภคหอยนางรมดิบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน

คำแนะนำในการป้องกัน
                 1. บริโภคหอยนางรมที่ปรุงสุกเท่านั้น คือ ต้มจนเปลือกเปิดออก แล้วต้มต่ออีก 3-5 นาที หรือนึ่งในหม้อนึ่งที่เดือดอยู่แล้ว อีก 4-9 นาที 
                 2. หลีกเลี่ยงการบริโภคหอยนางรมดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
                 3. ผู้ป่วยโรคตับ เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ควรบริโภคหอยนางรมดิบ 
                 4. หากมีบาดแผล ไม่ควรสัมผัสน้ำทะเลหรืออาหารทะเลดิบ
                 5. ล้างมือให้สะอาด หลังสัมผัสสัตว์ทะเลหรือผลิตภัณฑ์อาหารทะเล
                 6. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับอาหารทะเล เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นอย่างมาก ตามข้อมูลจากสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย แอลกอฮอล์ส่งผลต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ทำให้มีอาการปวดแสบท้อง คลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ งานวิจัยพบว่าแอลกอฮอล์สามารถ ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยฮิสตามีน ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งฮิสตามีนเป็นสารที่พบได้มากในอาหารทะเล โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ไม่สดหรือเก็บรักษาไม่ดี ทำให้อาการแพ้หรือไม่สบายท้องรุนแรงขึ้น
                  7. เลือกร้านอาหารที่สะอาด และมีการเก็บรักษาอาหารทะเลอย่างถูกต้อง
                  8. สังเกตความสดของอาหารทะเล หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นผิดปกติ

แหล่งอ้างอิง
                  [1] Changchai, N., & Saunjit, S. (2014). Occurrence of Vibrio parahaemolyticus and Vibrio vulnificus in retail raw oysters from the eastern coast of Thailand. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 45(3), 662-669.
                  [2]  กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2562). อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning). https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=10
                  [3] โรงพยาบาลพระราม 9. ภาวะแบคทีเรียกินเนื้อ จากการรับประทานหอยนางรมดิบ. https://praram9.com/th/articles/vibrio-vulnificus-causes-necrotizing-fasciitis-and-death
                  [4] Thai PBS News. (2568). เตือนสายกิน “หอยนางรมสด” ไม่ปรุงสุก เสี่ยงเจอเชื้อร้าย “วิบริโอ”. https://www.thaipbs.or.th/news/content/353545
                  [5] The Nation Thailand. (2025). Serious warning on raw oyster consumption amid Vibrio bacteria threat. https://www.nationthailand.com/health-wellness/40052895
                  [6] สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย. ผลของการดื่มแอลกอฮอล์ต่อระบบทางเดินอาหาร. https://www.gastrothai.net/th/knowledge-detail.php?content_id=490
                  [7] Medical News Today. (2022). Are oysters really an aphrodisiac?. Retrieved from https://www.medicalnewstoday.com/articles/oysters-aphrodisiac
                  [8] WebMD. (n.d.). Oysters: Are They Good for You?. Retrieved from https://www.webmd.com/diet/oysters-good-for-you
                  [9] Pobpad. (n.d.). หอยนางรม ประโยชน์ต่อสุขภาพ เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ. Retrieved from https://www.pobpad.com/
                 [10] Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). Vibrio and Oysters. Retrieved from https://www.cdc.gov/vibrio/prevention/vibrio-and-oysters.html


กระเทียมกับน้ำผึ้ง

กรรมวิธีการทำและรับประทานกระเทียมแช่น้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ

                กระเทียมแช่น้ำผึ้ง หรือ กระเทียมดองน้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในวิธีการถนอมอาหารแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมในหลายวัฒนธรรม โดยเชื่อว่าเป็นการผสมผสานคุณประโยชน์ของสมุนไพรสองชนิดที่มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นอย่างกระเทียมและน้ำผึ้งเข้าไว้ด้วยกัน เอกสารฉบับนี้จะนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับกรรมวิธีการทำ วิธีการรับประทานที่เหมาะสม ประโยชน์ต่อสุขภาพที่อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมถึงข้อควรระวังที่สำคัญ เพื่อให้การบริโภคเกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย

กรรมวิธีการทำ
                กรรมวิธีการทำกระเทียมแช่น้ำผึ้งมีหลากหลายสูตร แต่สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลัก คือ วิธีการหมักโดยใช้กระเทียมกับน้ำผึ้งเป็นหลัก และวิธีการดองซึ่งมีการเติมส่วนผสมอื่น ๆ เช่น น้ำส้มสายชู เพื่อช่วยในกระบวนการและปรับปรุงรสชาติ
                วิธีที่ 1: การหมักกระเทียมในน้ำผึ้ง (Honey-Fermented Garlicวิธีนี้เน้นกระบวนการหมักตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ได้กระเทียมที่นุ่มและหวานขึ้น พร้อมกับน้ำผึ้งที่เจือจางลงและมีกลิ่นรสของกระเทียม มีดังนี้
                1. เตรียมกระเทียม: ปอกเปลือกกระเทียมและทำความสะอาด จากนั้นผึ่งให้แห้งสนิท
                2. บรรจุลงโหล: นำกระเทียมที่เตรียมไว้ใส่ในโหลแก้วที่สะอาดและแห้ง
                3. เทน้ำผึ้ง: เทน้ำผึ้งดิบลงไปให้ท่วมกระเทียมทั้งหมด รอให้น้ำผึ้งแทรกซึมลงไปจนทั่วแล้วเติมเพิ่มหากจำเป็น
                4. การหมัก: ปิดฝาโหลแบบหลวมๆ เพื่อให้ก๊าซที่เกิดจากการหมักสามารถระบายออกมาได้ นำไปเก็บไว้ในที่มืดและเย็น (เช่น ตู้กับข้าว) เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน
                5. การดูแลระหว่างหมัก: ในช่วงสัปดาห์แรก ควรเปิดฝาเพื่อระบายก๊าซ (Burping) หรือคนให้เข้ากันทุกวัน เพื่อให้กระเทียมที่ลอยอยู่ด้านบนได้สัมผัสกับน้ำผึ้งอย่างทั่วถึงและป้องกันการเกิดเชื้อรา [1]
               วิธีที่ 2: การดองกระเทียมในน้ำผึ้ง (Honey-Pickled Garlic)วิธีนี้เป็นสูตรที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีการเติมน้ำส้มสายชูและส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่จัดจ้านและเก็บได้นานขึ้น มีดังนี้
              1. เตรียมน้ำดอง: ผสมน้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู และเกลือเข้าด้วยกัน นำไปต้มจนเดือดแล้วพักไว้ให้เย็น
              2. เตรียมกระเทียม: ปอกเปลือกกระเทียม ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งให้แห้งสนิท
              3. บรรจุลงโหล: นำกระเทียมใส่ในโหลแก้วที่เตรียมไว้
              4. ผสมส่วนผสม: เติมน้ำผึ้งและน้ำดองที่เย็นแล้วลงไปในโหลกระเทียม คนให้เข้ากัน
              5. การดอง: ปิดฝาให้สนิทและนำไปเก็บไว้ประมาณ 15 วัน ขึ้นไป จึงจะสามารถรับประทานได้ [2]

ประโยชน์ต่อสุขภาพและข้อเท็จจริง
             ประโยชน์ที่กล่าวอ้างของกระเทียมแช่น้ำผึ้งส่วนใหญ่มาจากคุณสมบัติดั้งเดิมของกระเทียมและน้ำผึ้งเอง โดยมีข้อมูลสนับสนุนและข้อเท็จจริงที่ควรทราบดังนี้
             • กระเทียมและน้ำผึ้งมีสารต้านอนุมูนอิสระสามารถบรรเทาอาการหวัดไอและเจ็บคอได้
             • มีงานวิจัยชี้ว่าในกระเทียมจะมีสารอัลลิซิน ซึ่งจะลดระดับ คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ากระเทียมดองน้ำผึ้งสามารถรักษาไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ การกินกระเทียมสดจะได้สารอัลลิซินที่มากกว่า เนื่องจากสารจะสลายเมื่อผ่านความร้อนหรือกระบวนการแปรรูป [5]
             • กระบวนการหมัก ทำให้เกิดกระบวนการ โปรไบโอติกซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพลำไส้และสารในกระเทียมกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้ได้

วิธีรับประทาน
             เพื่อให้การบริโภคกระเทียมแช่น้ำผึ้งเกิดประโยชน์และปลอดภัย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและตระหนักถึงข้อควรระวังดังต่อไปนี้
            • เพื่อสุขภาพทั่วไป: รับประทานวันละ 1-2 หัว ขณะท้องว่าง [6]
            • เมื่อเริ่มมีอาการป่วย: สามารถรับประทานน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือกระเทียม 1 กลีบ ได้ถึง 3 ครั้งต่อวัน
            • การนำไปประกอบอาหาร: สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในน้ำสลัด ซอสหมัก หรือใช้ราดบนอาหารต่าง ๆ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงเพื่อรักษาสารอาหารที่เป็นประโยชน์ 
 
ข้อควรระวัง
            1. ความเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึม (Botulism): แม้จะพบได้ยาก แต่ทั้งกระเทียมและน้ำผึ้งดิบมีความเสี่ยงในการปนเปื้อนของสปอร์แบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งเจริญเติบโตได้ในสภาวะไร้ออกซิเจนและมีความเป็นกรดต่ำ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติน้ำผึ้งมีความเป็นกรด (pH เฉลี่ย 3.2-4.5) ซึ่งช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อนี้ได้
            2. ไม่ปลอดภัยสำหรับทารก: ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีบริโภคน้ำผึ้งโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโบทูลิซึมในทารก (Infant Botulism) [3]
            3. ปริมาณน้ำตาล: น้ำผึ้งเป็นแหล่งของน้ำตาล ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควรบริโภคในปริมาณที่จำกัด [4]
            4. อาการระคายเคือง: การรับประทานกระเทียมในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร เช่น แสบท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียได้ 
            5. ปฏิกิริยากับยา: กระเทียมอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาลดความดันโลหิต ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน [4]
 
โดยสรุป กระเทียมแช่น้ำผึ้งเป็นอาหารที่มีประโยชน์จากคุณสมบัติดั้งเดิมของส่วนผสมหลัก แต่ไม่ใช่ยารักษาโรค การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ เช่น การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย จะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมได้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง
[1] Homestead and Chill. (2023). Easy Fermented Garlic Honey Recipe + Benefits and Uses.  https://homesteadandchill.com/fermented-garlic-honey-recipe/
[2] Suphabeefarm. (n.d.). วิธีทำกระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง. https://www.suphabeefarm.com/contents/วิธีทำ-กระเทียมโทนดองน้ำ/
[3] Cleveland Clinic. (2024). Is Fermented Garlic Honey Good for Colds?.  https://health.clevelandclinic.org/garlic-honey-benefits
[4] Protriva. (2025). พาส่อง กระเทียมดอง ประโยชน์ 5 ข้อ ดีต่อสุขภาพกว่าที่คิด. https://protriva.com/blog/กระเทียมดอง-ประโยชน์/
[5] สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). (2017). จริงหรือไม่?? กระเทียมดองน้ำผึ้งแก้โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้. https://oryor.com/media/infoGraphic/media_printing/1446
[6] Facebook: CmVanusnun. (n.d.). กินกระเทียมโทนดองยังไง? ให้ได้ประโยชน์เต็ม…. 
       https://www.facebook.com/CmVanusnun/posts/963470049227738/

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

บริหารความเครียด

การบริหารความเครียดให้ลดลง

               ความเครียด เป็นภาวะของอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเจอปัญหา แล้วหาทางแก้ไขไม่ได้ หรือทำไม่ทันในเวลากำหนด จนรู้สึกถูกกดดันแล้วไม่สบายใจ วุ่นวายใจ กลัว โกรธง่าย และสูญเสียความเชื่อมั่นที่จะจัดการกับปัญหาชีวิตของตนเอง เป็นเหตุให้เกิดอาการซึมเศร้า คับข้องใจ วิตกกังวล ขาดสมาธิ ความจำและสติปัญญาลดลง มีความรู้สึกว่าถูกบีบคั้นคุกคามจิตใจ ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ถ้าหากตกอยู่ในภาวะเครียดนาน ๆ อาจเกิดเป็นโรคจิตเภท 
              พฤติกรรมจะเบื่ออาหาร หรืออาจจะรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลาจนกินมากผิดปกติ หรือนอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกัน ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง บางคนปลีกตัวออกจากสังคมไปเผชิญกับความเครียดอย่างโดดเดี่ยว บางคนปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย เป็นลม เจ็บหน้าอก และมีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน โรคอ้วน โรคแผลในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าเผชิญกับความเครียดที่รุนแรงมาก ๆ จะกระตุ้นระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย จนส่งผลให้เกิดอาการช็อคและเสียชีวิตได้ บางคนมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น และมีความอดทนต่ำลง พร้อมที่จะเป็นศัตรูกับผู้อื่นได้ง่าย และอาละวาดขว้างปาสิ่งของ ทำร้ายผู้อื่น หรือทำร้ายร่างกายตนเอง อาจมีอาการหลงผิดและตัดสินใจแบบชั่ววูบนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
               การทำงานย่อมมีเรื่องราวที่ก่อความเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ควรปรับตัวต่อความเครียดในทางที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ ติดเหล้า ติดยา เล่นการพนัน ติดเกม เป็นต้น จะทำให้ตนเองและคนรอบข้างรู้สึกย่ำแย่ลงกว่าเดิม วิธีการที่ถูกต้อง ควรมองปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและปกติธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ละคนก็มีปัญหาเป็นของตนเองมากน้อยแตกต่างกัน ตามช่วงจังหวะเวลาที่ไม่แน่นอน ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องเผชิญและอดทน มีสติ รู้จักการปล่อยวาง และกล้าเผชิญปัญหา จึงจะผ่านพ้นไปให้ได้ 
               หลักคำสอนของศาสนาเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจที่ดี ด้วยการมองเห็นปัญหาในรูปของ ไตรลักษณ์ คือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ปัญหาย่อมจะดับไป และเป็นของนอกกายคือ ไม่สามารถยึดเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นเรื่องของตัวตนของเราได้ เมื่อไม่มีสิ่งที่จะได้ยึดเอามาเป็นตัวเราของเราได้ ปัญหาก็ย่อมหมดไปด้วยเช่นกัน 
               นอกจากนี้ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุห์ทัย นิโรธ มรรค คือ มองเห็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์ แล้วแก้ไขที่สาเหตุปัญหา โดยเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาจากมากไปหาน้อย แล้วนำมาพิจารณาแก้ไขทีละเรื่อง ไม่ควรเผชิญกับปัญหาทั้งหมดพร้อม ๆ กันในคราวเดียว ใคร่ครวญวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาด้วยจิตใจเป็นกลางบนพื้นฐานความเป็นจริง แล้วเลือกทางออกที่ดีที่สุด เมื่อลงมือทำไปแล้ว ต้องไม่เสียใจกับความผิดพลาดที่เราคิดว่าตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว ก็ควรยอมรับ ให้เกียรติ และเชื่อมั่นในตนเอง พร้อมที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดให้หมดสิ้นไป
               ปัญหาบางอย่างต้องอาศัยเวลาในการแก้ไข เวลาจะเป็นเครื่องเยียวยารักษาจิตใจ ปล่อยใจออกจากปัญหาสักพัก เมื่อปล่อยวางได้ สติก็จะกลับคืนมาและเกิดปัญญาในการแก้ปัญหา หากยังไม่เข้าใจในปัญหาหรือจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ ก็ให้ขอคำแนะนำหรือปรึกษาหารือกับผู้ที่เราไว้ใจบ้างก็ได้ หรือให้คิดถึงความสุข ความสำเร็จในอดีตบ้างในยามที่ท้อแท้ หรือการมองเห็นชีวิตคนอื่นที่แย่กว่า ก็อาจช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าของตนเองและมีกำลังใจในการแก้ปัญหา หรือมุ่งทำแต่สิ่งที่ดี ๆ เอาไว้ วันนี้ อาจมีความทุกข์มากมาย แต่พรุ่งนี้มักจะมีความหวังเกิดขึ้นเสมอ ตราบที่ยังมีลมหายใจ ควรมีความพยายามและความกล้าหาญพร้อมที่จะเผชิญกับมัน

              วิธีคลายเครียดอย่างง่าย

              1. จิบชาเขียวเป็นประจำ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบนิ่ง และสุขภาพดีด้วย
              2. ตามใจตัวเองบ้าง ให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเอง เช่น ผ่อนคลายด้วยการช้อปปิ้ง หรือหาของหวานอร่อย ๆ รับประทาน
              3. ปรับสกรีนเซฟเวอร์หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่ดูแล้วคลายความเครียด เช่น ภาพท้องทะเล เป็นต้น
              4. เก็บข้อมูลทางสุขภาพไว้ในที่ปลอดภัย ทันสมัยและรวมอยู่ในที่เดียวเพื่อความสะดวกในการเข้าไปเช็คประวัติการรักษา การแจ้งเตือนนัดหมายกับแพทย์
              5. หันมาบริโภคโฮลเกรน ธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด ยังคงส่วนประกอบสำคัญอยู่ครบถ้วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเมล็ด เนื้อเมล็ด และจมูกข้าว ซึ่งจะค่อย ๆ ถูกดูดซึมอย่างช้า ๆ และถูกปล่อยเป็นพลังงานออกมา ทำให้รู้สึกอิ่มนานและช่วยคุมน้ำหนักได้
              6.  เดินเท้าเปล่าบนพื้นพรม สนามหญ้า หรือพื้นทรายบ้าง เป็นการนวดเท้าแบบเบา ๆ สัก ๑๐ นาที แล้วผ่อนคลาย ปล่อยใจให้สงบ ช่วยคลายเครียด
              7.  บันทึกความกังวลในแต่ละวัน แล้วสังเกตและจดดูว่าแต่ละวัน เรามีเรื่องกังวลกับสิ่งต่าง ๆ มากหรือไม่ แล้วหันมาทบทวนว่า เราเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้มากเกินไปรึเปล่า และลิสต์เรื่องที่ทำให้มีความสุข จะทำให้เรามองวันทั้งวันที่เหลือของเราในแง่ดีมากขึ้น และจะคอยเตือนว่าเรามีเรื่องดี ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง
              8. หายใจลึก ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อวัน ลองกำหนดลมหายใจ โดยค่อย ๆ หายใจเข้า และหายใจออกช้าๆ  เหมือนกับนั่งสมาธิ เพียงแค่นี้ก็ช่วยลดความเครียดได้
              9.  ออกกำลังกาย เป็นวิธีขจัดความเครียดโดยไม่ต้องลงทุน แค่ลงแรง เนื่องจากเวลาเราออกแรงให้เหงื่อออก ร่างกายก็จะขับของเสียออกมา และช่วยสมองปลอดโปร่ง
              10.  กินขนมขบเคี้ยว "เครียดน้อย ๑ เม็ด เครียดมาก ๒ เม็ด" เช่น ถั่ว เมล็ดพืชและช็อคโกแลตชิป กินสักหนึ่งกำมือก็พอ เพราะหากกินมากไป ก็จะเครียดเพราะความอ้วนได้
              11. พูดอย่างนุ่มนวล ถ้าเราลองหัดพูดให้นุ่มนวล ละมุนละไม ส่งผลให้ความดันเลือด อัตราการเต้นของหัวใจและความเครียดลดลงได้
              12 ระบายความรู้สึกผ่านตัวหนังสือ เมื่อรู้สึกเครียดก็ระบายมันออกมาเลย ไม่ต้องลงไม้ลงมือ แค่เขียนใส่กระดาษไป อาจจะไม่ได้ช่วยให้หายโกรธทันที แต่ทำให้ความเครียดลดลงได้
              13. ร้องเพลงขณะอาบน้ำ ทำให้ผ่อนคลายได้มากขึ้น หรือฟังเพลงเบาๆ เป็นจังหวะอย่างช้า ๆ และปล่อยอารมณ์เพลิดเพลินไปกับมัน
              14.  เข้านอนเร็วกว่าเดิม จะไม่รู้สึกหงุดหงิดในเวลานาฬิกาปลุกตอนเช้า เพราะว่าร่างกายพักผ่อนเพียงพอ พร้อมรับวันใหม่อย่างสดชื่นแล้ว
              15.  บอกเล่าเรื่องดี ๆ ให้คนอื่นฟัง พูดคุยกับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานและกล่าวชื่นชมยินดีพวกเขา สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันและช่วยลดความตึงเครียดได้
              16. ตอนที่เราไม่สบายใจ แล้วมีคนคอยจับมือและอยู่เคียงข้าง ทำให้รู้สึกดีขึ้น ทั้งที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจากเรื่องที่เครียด นั้นเป็นเพราะการสัมผัสส่งผลบางอย่างที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้น
              17.  ประดิษฐ์งานฝีมือที่ชื่นชอบ ใช้เวลาแค่ ๒๐ นาที ช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้นและให้ความสนใจไปกับสิ่งที่ทำให้เราเพลิดเพลิน ลืมความตึงเครียดไปได้ชั่วขณะ
              18.  หาอะไรทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้าน เช่น กวาดบ้านถูบ้าน ซึ่งสิ่งที่เลือกทำควรจะเป็นงานเบา ๆ ใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ นาที ไม่เหนื่อยจนเกินไป
              19.  เปิดรูปภาพที่เรารัก หรือบนโต๊ะทำงานมีภาพครอบครัวหรือคนที่รัก เพราะว่าเวลาได้มองรูปภาพคนที่เรารัก จะทำให้มีกำลังใจที่ดีขึ้น
              20.  จิบโกโก้ร้อน เพราะมีรสชาติ หวาน มัน กลิ่นหอมของโกโก้ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย
              21.  หาเวลาไปนวดเพื่อให้ร่างกายรู้สึกสบายขึ้น หลังจากการทำงานหรือออกกำลังกาย สัก 5 นาที 
              22.  มีความสุขกับชั่วโมงการอาบน้ำ 20 นาที ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักบ้าง
              23. หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส เพราะทุกครั้งที่เราหัวเราะ ร่างกายก็จะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาและยังเป็นวิธีการชะลอความแก่อีกด้วย
              24. ทำครัว เรามักเพลิดเพลินเวลาค่อย ๆ หั่นผักสดเป็นจังหวะ เหมือนเล่นดนตรี ทำให้เราลืมเรื่องวุ่นวายภายนอกไปได้ชั่วขณะ ทำให้เรามีอาหารแสนอร่อย เป็นรางวัลอีกด้วย
              25. ยืดแข้งยืดขาเพื่อคลายกล้ามเนื้อ บิดตัวไปมา หมุนศีรษะเบา ๆ ขยับแขนขาเล็กน้อย ก็ช่วยได้

กินน้อยลงสุขภาพดีขึ้น

 การกินน้อยจะช่วยทำให้ไม่แก่เร็ว

               1. ลดปริมาณอาหาร จะทำให้อายุยืน ใบหน้าดูมีชีวิตชีวา รูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนกว่าวัย แสดงให้เห็นถึงการที่มีสุขภาพดีจากภายใน ซึ่งปรากฏให้เห็นทางภายนอก ความสวยงามเป็นกฎของธรรมชาติที่ทุกคนจะต้องมีเพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น ถ้าอวัยวะภายในทำงานได้อย่างเต็มที่ มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง หน้าท้องก็จะแบนราบ ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนลงพุง ถ้าสุขภาพก็ไม่ดี รูปลักษณ์ภายนอกก็จะแก่เร็ว การกินอาหารเพียงน้อยต่อมื้อจะช่วยทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และควรเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วตื่นแต่เช้าตรู่ สมองจะทำงานกระฉับกระเฉง เมื่อผอมลง ความต้องการปริมาณอาหารจะลดลงเองตามธรรมชาติ ทำให้เบื่อสุรา สิ่งของมึนเมาไปด้วย
               2. ภาวะอดอยาก จะทำให้รอดชีวิต สังเกตจากประเทศที่เผชิญภาวะอดอยาก จะมีอัตราการเกิดของประชากรสูง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับมีอัตราการเกิดต่ำมากเหมือนจะใกล้สูญพันธุ์ ถ้ามนุษย์ไม่ได้เผชิญกับภาวะอดยาก ยีนที่จะช่วยให้รอดชีวิตก็จะไม่ทำงาน ตรงกันข้ามการกินอย่างอิ่มหนำสำราญ กลับทำให้ร่างกายแก่ชราเร็วและอัตราการเกิดประชากรจะลดลง ภูมิคุ้มกันก็จะกลับมาทำร้ายตัวเอง แม้จะกินอาหารเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น เพราะวิวัฒนาการของมนุษย์เปลี่ยนไป แต่ถ้ายิ่งหิว ความสามารถในการอยู่รอดก็จะทำงาน และทำให้กลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง
               3. ยีนรอดชีวิต ทำให้อายุยืนและสุขภาพดี จะปรากฏขึ้นเฉพาะตอนที่อดอยากเท่านั้น ถ้าเรากินมากเกินไป ยีนนี้จะไม่ทำงาน แล้วจะล้มป่วยจากการกินจนอ้วนและกินแบบผิด ๆ ด้วยโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ให้รอฟังเสียงท้องร้องก่อน แล้วรออยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยกิน เพื่อทำให้ยีนรอดชีวิตปรากฏแล้วจึงค่อยกินอาหาร
               4. กินอาหารเมื่อหิว ธรรมชาติท้องร้องเพราะหิว แต่คนจำนวนมากไม่ทันหิว ก็จะกินเมื่อถึงเวลาเพราะความเคยชิน จึงทำให้อ้วนลงพุง ควรดื่มน้ำให้มากเพราะจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ไม่ข้นเหนียว ทำให้อิ่มท้อง และขับถ่ายง่าย อุจจาระไม่แข็งจนท้องผูกเป็นริดสีดวงทวาร ควรรับประทานผักลวก จะมีกากใยและขับถ่ายง่าย ส่วนเนื้อสัตว์ก็จะทำให้อุจจาระแข็งตัวขับถ่ายยาก
               5. ร่างกายปรับตัวเข้ากับความอดอยาก  แต่ร่างกายไม่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภาวะที่อ้วนลงพุงฉับพลันได้ซึ่งกลายเป็นผลร้ายต่อความอยู่รอดแทน เช่น โรคเบาหวาน คืออาการป่วยที่อวัยวะสำหรับล่าเหยื่อทั้งหมดหดเล็กหรือเสื่อมสภาพลง ได้แก่ ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา และภาวะเนื้อตายเน่าที่เกิดจากโรคเบาหวาน ผู้ชายจะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนผู้หญิงจะมีบุตรยาก แล้วจะพากันตายจากโลก
               6. ไขมันสะสมเมื่ออายุมากขึ้น  ร่างกายผู้หญิงจะมีไขมันใต้ผิวหนังเพื่อเตรียมช่องท้องสำหรับตั้งครรภ์ ส่วนร่างกายของผู้ชายจะมีไขมันในช่องท้อง แต่ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก ร่างกายจึงเปลี่ยนมาสะสมไขมันในช่องท้อง สารคลอเรสเตอรอลตามปกตินั้นมีประโยชน์ แต่ถ้ามากเกินไปมันจะกลับมาทำร้ายตัวเอง ทำให้เกิดภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองผิดปกติ อาหารประเภทไขมัน น้ำตาล และเกลือ อย่ากินมากเพราะจะทำให้อายุสั้น
               7. กินอาหารทั้งตัว  โดยไม่ตัดส่วนใดทิ้ง เป็นการรับเอาชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติมาทั้งหมด จึงเหมาะสมที่สุดในการรักษาสมดุลของสิ่งต่าง ๆ สิ่งมีขนาดเล็กเหมาะสำหรับเป็นของกินมากกว่าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ควรกินปลาเล็กและผัก ส่วนเนื้อของสัตว์เลือดอุ่นจะมีไขมันจับตัวเป็นไข เมื่อกินเข้าไป ไขมันจะเกาะอยู่ในผนังเส้นเลือดภายในร่างกาย เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว
               8. กาแฟหรือชา  เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน พิษดังกล่าวคือคาเฟอีน มีฤทธิ์ในการป้องกันภัยเพื่อให้ต้นชาอยู่รอดนั่นเอง เมื่อคนบริโภคเข้าไปไม่เพียงจะทำให้ติดคาเฟอีน แต่ทำให้การย่อยและการดูดซึมอาหารผิดปกติอีกด้วย
               9. เดินเสริมสร้างกระดูก  กระดูกเป็นเหมือนธนาคารสะสมแคลเซี่ยมเอาไว้ เมื่อแคลเซียมในเลือดลดลงก็จะนำแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน ถ้าอยากให้กระดูกแข็งแรง ควรเดินเป็น 2 เท่าของคนทั่วไป แรงโน้มถ่วงจะทำให้กระดูกรับภาระหนักและปริมาณแคลเซียมในกระดูกก็จะเพิ่มขึ้น ถ้าเราหิวแล้วไม่มีอาหารตกถึงท้อง ร่างกายจะตอบสนองด้วยการนำไขมันที่สะสมไว้ในช่องท้องมาเปลี่ยนเป็นสารอาหาร แล้วหน้าท้องจะแบนราบอย่างไม่ต้องสงสัยเลย อีกทั้ง จะทำให้ฮอร์โมนอะดิโพเนคทินหลั่งออกมาช่วยป้องกันภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัวและทำความสะอาดภายในเส้นเลือด ให้ดูเป็นหนุ่มสาว และช่วยให้ผิวสวยและกลิ่นตัวหายไปด้วย
              10. ขยับร่างกายเป็นกิจวัตร เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ถ้าไม่หิว\ก็ไม่ควรกินอาหาร การออกกำลังแบบหักโหม จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะมีผลเสียต่อร่างกาย ถ้าเซลล์ของหัวใจบาดเจ็บจะไม่สามารถชดเชยได้ด้วยการแบ่งเซลล์ เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่วนที่เหลือก็ไม่อาจทำหน้าที่แทนได้ อัตราการเต้นของหัวใจตั้งแต่เกิดจนตายถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าต้องการมีอายุยืนยาวควรเลี่ยงไม่ให้ชีพจรเต้นเร็วเกินไป อย่าให้หัวใจรับภาระหนัก ส่วนผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย แล้วจู่ ๆ ก็มาวิ่งนั้นจะเป็นอันตรายมาก
             11.ไม่อบความร้อน ถ้าอากาศยิ่งร้อน ไขมันในช่องท้องจะไม่เผาผลาญ การอบซาวน่าให้เหงื่อออก ไม่ได้ทำให้ไขมันเผาผลาญ 
             12. เตรียมสู่วัยชราด้วยสุขภาพดี จะใช้เวลานอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลโดยทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน หรือเราจะมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง มีกำลังวังชา โดยมีรูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนเยาว์จนถึงวาระสุดท้าย แล้วค่อยจากโลกนี้ไปอย่างสวยงาม นอนหลับให้สนิทและดำเนินชีวิตด้วยการกินอาหารมื้อละน้อย

วิ่งแข่งทางไกล

                 เป้าหมายในการวิ่ง ถ้าวิ่งเพื่อสุขภาพ ก็ไม่เกิน 3 กมปัจจุบันมักจะวิ่งระยะไกลกว่านั้น โดยมุ่งหวังความเป็นเลิศ สิ่งที่นักวิ่งต้องตระหนักก็คือ เป้าหมายในการวิ่ง การสร้างแรงจูงใจ เช่น สภาพร่างกาย สถิติเวลา การหาข้อมูลที่ถูกต้อง วางแผนการซ้อม และวินัยในการฝึกซ้อม 
                 อุปกรณ์การวิ่ง ต้องเป็นรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งระยะไกลเท่านั้น รองเท้าวิ่งที่พอดีเท้า น้ำหนักเบา และซัพพอร์ตเท้า จะให้ผลลัพท์ที่ดี เสื้อ กางเกง ถุงเท้า อะไรต่างๆ ควรใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากใยสังเคราะห์พิเศษที่มีคุณสมบัติระบายเหงื่อได้ดี ลดการเสียดสี ใส่สบาย และ Sport Bra สำหรับผู้หญิง  

                 การเตรียมใจ เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าใจพร้อมแต่ร่างกายไม่พร้อม ก็ไม่ไหวเหมือนกัน จะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย "กายและ "ใจ" จึงต้องมาพร้อมกัน 

                 อาหารและน้ำ ก่อนจะวิ่งควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสม่ำเสมอ กินอาหารให้เพียงพอ ก่อนจะวิ่งให้กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไฟเบอร์ต่ำ เช่น ขนมปังโฮลเกรน หรืออาหารที่ง่ายต่อการย่อยและเปลี่ยนเป็นกลูโคสให้พลังงานขณะวิ่ง และไม่ควรกินหนักในช่วง 2 ชม. ก่อนการวิ่ง ควรดื่มน้ำสะอาดก่อนการออกวิ่ง 30 นาที จำนวน 1-2 แก้ว หรือกิน Energy Bar เพื่อเพิ่มพลังงานก็ได้ หลังจากวิ่งเสร็จ 30-60 นาที ให้กินอาหารประเภทโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็ว หรือจะดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ก็ได้ 

                 สร้างความแข็งแกร่ง การเตรียมตัวให้เน้นการออกกำลังกายที่ใช้ระยะเวลานาน เช่น การเดิน หรือการวิ่งเบาๆ ช้าๆ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และเสริมพลังด้วยการยกเวท Cardio Exercise ต่างๆ ในทุกส่วนของร่างกาย เริ่มจากการสลับเดิน-วิ่ง เพื่อปรับตัวและควรพกน้ำไปจิบเพื่อดับกระหาย มีการฝึกวิ่งเร็วเพื่อเพิ่มความทนทานและความแข็งแรงของหัวใจ และยกระดับความสามารถของกล้ามเนื้อให้วิ่งได้นานขึ้น แล้วจึงเพิ่มระยะหรือความเร็วให้มากขึ้นทีละนิด บันทึกการฝึกไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อดูพัฒนาการของตนเอง และไม่ควรทิ้งช่วงการฝึกเกิน 1 สัปดาห์ เพื่อร่างกายจะคงระดับความฟิตไว้ได้  

                 เริ่มฝึกซ้อม เริ่มจากเบาไปหาหนัก และฝึกความอดทน ต้องฝึกแบบหนักสลับเบา และมีช่วงพักร่างกายเพื่อปรับสมดุล และค่อยพัฒนาให้ใช้เวลามากขึ้นในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งควรเตรียมตัวอย่างน้อย 1 เดือน นักวิ่งหน้าใหม่ควรให้เริ่มจากระยะน้อยก่อน เช่น ระยะ 3-5 กมก่อนที่จะพัฒนาเข้าสู่เป็นระยะ 10 กม มินิฮาล์ฟมาราธอน หรือการวิ่งมาราธอนประเภทอื่นได้ ถ้าขณะวิ่งแล้วพูดออกมาเป็นประโยคได้ก็สามารถเพิ่มความหนักการฝึกซ้อมได้ ถ้าจะลงแข่งขันวิ่งมาราธอน ระยะ 42 กมก็จะเริ่มฝึกซ้อม 2-3 เดือน การชวนเพื่อนไปวิ่งหรือออกกำลังกายอื่นๆ ด้วยกัน จะดีกว่าฝึกอยู่คนเดียว เพื่อเพิ่มสัญชาติญาณการแข่งขันและจะทำให้เราเก่งขึ้นเอง

                 จัดโปรแกรมฝึกซ้อม สำหรับมือใหม่อาจตั้งเป้าว่าจะวิ่ง 20 กิโลเมตรต่อสัปดาห์  และฝึกซ้อมให้ชินกับการวิ่งช้าๆ แต่ระยะทางไกล จะทำให้เรารู้ลิมิตตัวเอง แต่ละคนมีพื้นฐานร่างกายที่ต่างกัน การซ้อมหนักหรือเบา นานหรือสั้น ต้องใช้ร่างกายวัดเอาเอง ในทุกหนึ่งสัปดาห์ ต้องฝึกซ้อม Long Slow Distance ให้ได้ 1 ครั้ง โดยพยายามวิ่งช้าๆ  และรักษาความเร็วให้คงที่ เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับการวิ่งระยะทางยาว ๆ

                 ฝึกวิ่งสม่ำเสมอ การวิ่งที่ดีควรเริ่มที่ 3 กม. ไปจนถึง 16 กม. และค่อยๆ เพิ่มระยะวิ่งไปเรื่อยๆ แต่ไม่ควรเพิ่มระยะวิ่งมากกว่า +8 กม. ต่อสัปดาห์ แต่ให้ความสำคัญไปที่ระดับความเร็วที่ใช้วิ่ง การฝึกควรค่อยๆ ผ่อนลงในช่วงสองสัปดาห์ก่อนแข่ง เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น สิ่งสำคัญคือ อย่าละทิ้ง และอย่ายอมแพ้ไปก่อน การเร่งรีบ การซ้อมวิ่งมาราธอน ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืนจะดีกว่า

                รักษาแรงกระตุ้น จะต้องไม่ท้อหรือเบื่อ พักผ่อนให้เต็มที่ อย่าให้รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป หากหาเพื่อนวิ่งไปด้วยกันได้ อาจจะเป็นกลุ่มหรือเพื่อนที่รู้ใจสักคน จะสามารถแชร์เรื่องราวต่างๆ กับเพื่อนได้ และพัฒนาไปด้วยกัน หลังจากวิ่งมาราธอน ร่างกายจะอยู่ในสภาพล้าเอามากๆ จะได้มีคนที่จะพากลับบ้านด้วย

                ก่อนวิ่งแข่ง ควรจะมีการวอร์มอัพโดยการอบอุ่นร่างกายก่อนลงวิ่งจริงประมาณ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายพร้อมต่อการทำกิจกรรม และควรยืดกล้ามเนื้อก่อนการวิ่ง และหลังจากวิ่งเสร็จควรทำคูลดาวน์ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกลับสู่สภาวะปกติของร่างกาย  หรืออาจจะวิ่งเหยาะๆ 10-15 นาที พร้อมด้วยเหยียดมัดกล้ามเนื้อ

                ท่าทางการวิ่ง อย่าก้าวขาไกลเกินเข่า จะทำให้เสียพลังงานโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ ให้ยืดลำตัวตรงและสูง เพื่อไม่ให้เสียพลังงานไปกับการที่ร่างกายสะบัดไปในทิศทางที่ไม่ต้องการ , ให้โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง ให้เตะปลายเท้าไปข้างหน้าและก้าวถี่ๆ ห้ามใช้ส้นเท้าลงเด็ดขาดเพราะจะทำให้เจ็บเข่าจากแรงกระแทก แต่ให้ใช้กลางเท้าลง และงอเข่าเล็กน้อยป้องกันการบาดเจ็บ ให้ยกเท้าสูงจากพื้นเล็กน้อยเพื่อประหยัดพลังงาน หายใจให้เป็นจังหวะด้วยส่วนท้องไม่ใช่อก ถ้าหายใจถูกวิธีจะสามารถพูดไประหว่างวิ่งได้ 

                 สภาพจิตใจและร่างกาย การวิ่งไกลเหมือนวิ่งอยู่คนเดียวต่อสู้กับขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ควรเอามากดดันตัวเอง ควรเกาะกลุ่มกับนักวิ่งที่อยู่ในระดับเดียวกัน รักษาระดับความเร็ว คิดเสมอว่าชัยชนะคือการได้เข้าเส้นชัยในเวลาที่สมเหตุสมผล ในระหว่างการวิ่งแข่ง ให้เติมน้ำให้ร่างกายอย่างน้อยครึ่งลิตรต่อชั่วโมงเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปทางเหงื่อ ให้หลีกเลี่ยงอาการที่เหมือนกับวิ่งชนกำแพงซึ่งมักเกิดขึ้นที่ กม.ที่ 32 ด้วยการรักษาระดับความเร็วให้คงที่เหมือนกับเวลาซ้อม