การรักษาสุขภาพเพื่อชะลอวัย 4 ประการ
สิ่งที่ทำให้คนเรา “แก่เร็ว” คือ ความเจ็บป่วย โดยเฉพาะจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง และอนุมูลอิสระที่มากเกินไปในร่างกาย การรักษาสุขภาพให้ดูอ่อนกว่าวัย ควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ แม้ว่าร่างกายมีการเจริญเติบโต แต่ก็มีโอกาสอ้วน ทำให้เป็นโรค การเสื่อมลงเมื่ออายุมาก ถ้าบำรุงไม่ดี ก็ยิ่งจะเสื่อมถอยเร็วขึ้น แม้ว่าร่างกายจะสร้างเซลล์และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ แต่ถ้าอายุมากขึ้นเซลล์จะค่อย ๆ หยุดความเจริญ เสื่อมถอย แล้วตายในที่สุด น้ำและอาหารจะเป็นแหล่งพลังงานให้เราเคลื่อนไหวและมีชีวิตอยู่ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เป็นโรค ดังนั้น สิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี ประกอบด้วย 4 อย่าง หรือ 4 อ. มีดังนี้
อาหาร
ใส่ใจในการกินอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ ให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ถ้ากินอาหารที่มีไขมันสูง ประเภทไขมันอิ่มตัว แม้ว่าร่างกายจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เมื่อเรามีอายุเพิ่มมากขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระนี้จะลดน้อยลง แต่เสริมได้โดยการกินวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินอี พบในน้ำมันพืชที่ไม่โดนความร้อน หรือ น้ำมันเมล็ดทานตะวัน หรือ น้ำมันเมล็ดคำฝอย, วิตามินซี พบในฝรั่ง มะละกอดิบ(เมนูส้มตำ) และสังกะสี (Zinc) พบในหอยนางรม และเนื้อสัตว์ ควรเลือกอาหารไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารมัน กะทิ หรือของทอด ควรกินอาหารที่มีแคลลอรี่ต่ำ เพื่อลดกระบวนการย่อยสลาย ร่างกายจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะอาหารที่มีแคลลอรี่สูง จะแปรเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล สะสมในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายต้องหลั่งสารอินซูลินตลอดเวลา จึงเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้แก่เร็ว ควรกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนหรือธัญพืชขัดสีน้อย ข้าวกล้อง ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อยช้า ช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ และยังมีใยอาหารสูงให้พลังงานต่ำ ไม่อ้วน ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี ควรงดอาหารรส หวาน มัน เค็ม ทั้ง 3 รส ในวันหนึ่ง ๆ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับการสูญเสียน้ำออกไปทางปัสสาวะ อุจจาระ การหายใจ และเหงื่อ ซึ่งแต่ละคนก็ต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ควรกินอาหารมื้อเช้าเพราะจะกระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้บีบตัวจนรู้สึกอยากถ่าย ระหว่างรอขับถ่าย อาจเดินไปเดินมาเพื่อช่วยให้ลำไส้ได้ขยับตัว และเมื่อรู้สึกปวดถ่าย ก็ให้ถ่ายทันที เพราะความรู้สึกดังกล่าวจะอยู่นานแค่สองนาทีเท่านั้น ปกติแล้วเราจะรู้สึกปวดท้องถ่ายในช่วงเช้า โดยเฉพาะช่วงเวลา 05.00 - 07.00 น. เป็นเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน แต่ถ้าพลาดนาทีนี้ไป อุจจาระก็จะถูกดูดน้ำกลับ ทำให้มีสภาพแข็งตัวขับถ่ายได้ลำบาก มีโอกาสเป็นริดสีดวง ควรกินอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อจะช่วยเพิ่มเส้นใยการขับถ่าย ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายอุจจาระได้รวดเร็ว หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ หรือกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว จะส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารส่งผ่านไปได้สะดวก หากรู้สึกปวดอุจจาระให้เข้าห้องน้ำทันที อย่ากลั้นไว้เพราะยิ่งรอนาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก ควรขับถ่ายทุกเช้าให้เป็นกิจวัตรอย่างผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลง การดื่มน้ำชา กาแฟ แอลกอฮอล์ จะทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง แต่จะไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ส่งผลให้อาการท้องผูก ส่วนยาระบายหรือยาถ่ายสามารถใช้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะไม่ได้ช่วยรักษาอาการท้องผูกให้หายขาด แต่จะทำให้ลำไส้ชินยากระตุ้นแล้วขับถ่ายไม่เป็นเวลา
อ้วน
คนสมัยใหม่ เป็นโรคอ้วนง่ายขึ้น เพราะการเข้าสังคม การหากินร้านอาหารใหม่ ๆ หรือการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดวันโดยไม่ได้ขยับร่างกาย ความอ้วนจะเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต โรคตับอักเสบ-ตับแข็ง โรคข้อและกระดูก และมะเร็ง อาหารประเภทน้ำตาลเปรียบเหมือนสารเสพติดชนิดหนึ่งที่ยิ่งรับประทานยิ่งอร่อย และเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในอาหารคาวหวาน เช่น ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม หรือข้าวขาว และผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงสุก ในความเป็นจริง ร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวัน ถ้ามากกว่านี้จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่าง ๆ อีกทั้ง ไขมันทรานส์ ที่เกิดจากการแปรรูป จะย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น เช่น ครีมเทียมในกาแฟ ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ ฯลฯ การใช้ไขมันไม่อิ่มตัวอย่างน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มาทอด จะทำให้ไขมันจับกับไฮโดรเจนกลายเป็นไขมันทรานส์ ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างและกระตุ้นอนุมูลอิสระในร่างกาย ควรรับประทานอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างโดยมีใบตองห่อหุ้มจะปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า นอกจากนี้ เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ให้โทษต่อร่างกาย เพราะมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษและย่อยยาก ควรหาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพมากินแทน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ธัญพืช เห็ดชนิดต่าง ๆ เพราะไม่มีน้ำตาล ไม่มีไขมัน อุดมด้วยโปรตีนและใยอาหาร ควรกินผักและผลไม้ที่ไม่หวานหลากหลายชนิด เพื่อให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ให้กินเป็นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งของอาหารในแต่ละมื้อ และกินแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต เป็นแป้งที่มีโครงสร้างซับซ้อนทำให้ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ถ้ามีอายุมากขึ้น ควรรับประทานข้าวในปริมาณที่น้อยลงในแต่ละมื้อ เพราะความต้องการพลังงานจะลดลง การกินอาหารมื้อเย็นมากเกินไป หรือกินหนักทุกมื้อ จะทำให้เกิดการสะสมของไขมัน ทำให้อ้วน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ควรดื่มนมเพราะไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยนม และกรดแอมิโนบางอย่างในนมทำให้เลือดเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมและแมกนีเซียมจากกระดูกไปในปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในวัยผู้ใหญ่ ควรเลือกรับประทานแคลเซียมจากแหล่งอื่นที่ดีกว่า เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ธัญพืช หรือเต้าหู้ ควรละเว้นการดื่มกาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ จะทำให้ผิวหนังเกิดความเสื่อมก่อนวัย ตามปกติร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญ นำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้เพียงพอที่จะสร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตามธรรมชาติอยู่แล้ว การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารอะดีนาลีนอยู่เป็นประจำ อะดรีนาลินซึ่งไปทำงานคล้ายฮอร์โมนไทรอยด์ จะทำให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไปโดยปริยาย ส่งผลให้ต่อมไทรอยด์เสื่อมเร็วกว่าปกติ ถ้าเกิดภาวะไทรอยด์ต่ำ จะทำให้การเผาผลาญต่ำลง แม้เราจะกินอาหารเท่าเดิมก็อ้วนง่าย บางคนมีอาการมือเท้าเย็น เวียนศีรษะ ความจำเสื่อม ผิวและผมแห้ง ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ส่วนการดื่มเบียร์ ก็จะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย และเข้าไปกลายเป็นน้ำตาลสะสมในรูปไขมัน ทำให้ผู้ชายที่ดื่มมีรูปร่างเหมือนถังเบียร์ หัวล้าน มีเต้านมเหมือนผู้หญิง และมีผลต่อตับ ถ้าดื่มมากจะลงพุงและแก่เร็ว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
ออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย เป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างกับกินอาหาร ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารแต่ไม่ได้เผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกเลย น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ไขมันในร่างกายก็จะสะสม การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ก็จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง สดชื่น กระฉับกระเฉง เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การทำโยคะ การเต้นแอโรบิค และที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องดูว่า อายุ สุขภาพ เหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนที่จะมีประโยชน์เหมาะกับร่างกายมากที่สุด ไม่ทำตามคนอื่น ๆ โดยที่ร่างกายเราไม่ไหว การออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น จะต้องให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ หรือกล้ามเนื้อชุดใหญ่ได้เคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้อที่ แขน ขา ท้อง คอ รวมทั้งปอดและหัวใจ โดยระยะเวลาในการออกกำลังกายไม่ได้ระบุไว้ตายตัว ขึ้นอยู่กับ อายุ สุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกายและโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิต โรคหัวใจ ฯลฯ โดยทั่วไปควรออกกำลังกายนานประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละ 3-6 วัน โดยให้ร่างกายได้หยุดพักบ้างสักวันหนึ่ง การพักผ่อนเพียงพอ จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส รอยคล้ำใต้ตาจะจางลง เพราะช่วงเวลานอนร่างกายจะทำงานน้อยที่สุด และเป็นเวลาที่ผลิตเซลล์ผิวใหม่ จึงเป็นการพักผ่อนฟื้นฟูสภาพผิวไปในตัว ดังนั้น ควรนอนหลับให้สนิทโดยปราศจากสิ่งรบกวนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม โดยเวลาสี่ทุ่มถึงตีสองเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งส่งผลให้หลับลึก ทำให้ความจำดี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และทำให้การหลั่งฮอร์โมนในร่างกายสมดุล ในช่วงที่ร่างกายหลับลึกก็จะส่งผลให้โกร์ทฮอร์โมนหลั่งออกมาเพื่อเสริมสร้างโปรตีนในร่างกาย ได้แก่ คอลลาเจนใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูกให้แข็งแรง ช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกาย ดังนั้น ถ้าไม่อยากแก่อย่านอนดึก ควรนอนหลับให้สนิทเต็มอิ่ม จะดูอ่อนเยาว์ และควรดูแลผิวพรรณ ให้ดูเปล่งปลั่งสดใส ทำความสะอาดใบหน้าให้ผิวดูสดชื่นอยู่เสมอ ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นในตอนเช้าจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ช่วยลดความบวมของหน้าได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด ลดการแห้งแตกของผิวด้วยการใช้สบู่อ่อน หรือครีมอาบน้ำ และควรทาโลชั่นลดความแห้งหลังอาบน้ำ ไม่แนะนำการทาไวตามินซีหรือสารกระตุ้นการเจริญของเซลล์เพราะเป็นวิธีที่สิ้นเปลือง หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดแรง ๆ โดยไม่ใช้ครีมกันแดดเพราะจะทำให้ผิวคล้ำเสียไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัย ควรเลือกเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าไม่ระคายเคืองผิว และไม่ขัดถูผิวแรง ๆ หลีกเลี่ยงมลพิษ ฝุ่นละออง ควันสูบบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและโรคมะเร็ง
อารมณ์
อารมณ์ เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพและชะลอความแก่ได้ ในการทำงานและใช้ชีวิตประจำวันมักจะทำให้เกิดจินตนาการเชิงลบ อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เพราะจิตใจเชื่อมโยงกับร่างกายโดยตรงจะทำให้เราไม่เป็นสุข เกิดความเครียดทางอารมณ์ สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว มีผลทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรม นอนไม่หลับ ความเครียดจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว หัวใจเต้นเร็วและแรง เส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจตีบเล็กลง ความดันเลือดสูงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงทำให้เลือดข้นขึ้นและแข็งตัวเร็วกว่าปกติ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ลดลง โดยผลที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง เมื่อยล้า จากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว ความเครียดจึงสัมพันธ์กับโรคต่าง ๆ แทบทุกโรค ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด แผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ ความเครียดทำให้ลำไส้ทำงานได้น้อยลงส่งผลให้ท้องผูก ทำให้สภาพร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรมลง ดังนั้น อย่าเครียด แต่ให้รู้จักผ่อนคลาย ถอยตัวเองออกจากปัญหาที่กำลังประสบอยู่ชั่วคราว มีทักษะผ่อนคลายเพื่อช่วยพักความคิดและร่างกาย เช่น การออกกำลังกายเบา ๆ เมื่อพักใจได้ดีพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหันกลับมาพิจารณาปัญหาที่ทำให้เครียด วางแผนลงมือคลายเครียดทำอย่างเป็นขั้นตอน และถ้ามีอะไรที่เราทำไม่ได้จริง ๆ ก็ให้ฝึกใจยอมรับและแก้ที่ใจของเรา หรือจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด ฝึกจิตให้สงบ เช่น การฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือมีงานอดิเรกที่ผ่อนคลาย เมื่อใดรู้ตัวว่าเครียด ควรรู้จักผ่อนคลาย ถอยตัวเองออกจากปัญหาชั่วคราว เพื่อช่วยพักความคิดและร่างกาย หรือใช้เทคนิคง่าย ๆ เช่น การออกกำลังกายเบา ๆ การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การยืดเหยียดแนวโยคะ และการฝึกหายใจคลายเครียด เมื่อพักใจได้ดีพอควรแล้วก็ถึงเวลาที่จะหันกลับมาพิจารณาสาเหตุของปัญหา วางแผนแล้วลงมือทำอย่างเป็นขั้นตอน ถ้ามีอะไรที่ทำไม่ได้ ให้ฝึกใจยอมรับและแก้ที่ใจของเรา หรือจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียดก็ได้ จะช่วยให้มีความสุขและช่วยเพิ่มสุขภาพที่ดีด้วย การมีทัศนคติที่ดีหรือคิดบวก จะช่วยให้มีความสุข ควรทำอารมณ์ให้สดใส มีความสุขในทุก ๆ วัน หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การสัมผัสรังสี โลหะหนัก และมลภาวะเป็นเวลานาน ๆ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและมีคุณภาพช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ ให้นอนหลับสนิทจริงๆ อย่างน้อยวันละ 4 ชม. ถ้าอารมณ์ดีจะทำให้ดูเด็กและสดใสอยู่เสมอ ช่วยให้สุขภาพจิตดี ผิวพรรณดี มีเสน่ห์ ใครก็อยากคบหาอยู่ใกล้พูดคุยกับคนที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เสมอ การทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่บวก ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน กล้าที่จะผจญภัย กล้าลองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือคิดและทำอะไรแบบเด็ก ๆ ในทางสร้างสรรค์บ้าง ลด ละ เลิกเครียด เมื่อรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้ว ก็พยายามถอยออกมาโดยบอกกับตัวเองว่า “ขอตั้งหลักแป๊บนึง” จนเมื่อรู้สึกผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่งขึ้นก็ค่อยกลับไปลุยต่อ เมื่อใดที่เราไม่เครียด ก็จะดูอ่อนวัย ผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีจะมีสุขภาพกายที่แข็งแรงด้วย สามารถลงมือทำงานด้วยสติปัญญา ไหวพริบ ตั้งใจ มีวิสัยทัศน์ มีเหตุผล กระตือรือร้น ขยันหมั่นเพียร มีระเบียบวินัยในตนเอง กล้าหาญ มุ่งมั่นตั้งใจ เสียสละ อดทน และจดจ่อกับสิ่งที่กระทำ เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาททางสังคม มนุษยสัมพันธ์ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ สามารถปรับตัวเมื่อต้องพบกับอุปสรรคภายนอกต่าง ๆ เมื่อพบกับความขัดแย้งในความคิดเห็นที่แตกต่าง สภาพแวดล้อมที่กดดัน ก็สามารถหาทางออกของปัญหาได้ ไม่ท้อแท้ใจ หรือคิดหนีปัญหา มีจิตวิทยาในการดำเนินชีวิตซึ่งเป็นศาสตร์เกี่ยวกับจัดระบบ เรียบเรียงความคิด ปรับทัศนคติ พฤติกรรม ควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกทางบุคลิก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตามความเป็นจริงได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ มีเหตุผล นำความรู้ในด้านจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตได้อย่างเป็นระบบ
ถ้าการดำเนินชีวิตเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เพราะความเหนื่อยล้า ขาดสติหรือประมาทพลาดพลั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ ควรรู้จักให้อภัยแก่ตนเองและผู้อื่น นำความผิดพลาดมาเป็นประสบการณ์ชีวิตเพื่อปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก ไม่ตอกย้ำทำลายความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เราไม่สามารถจดจำทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตได้หมด เรื่องในอดีตจะค่อย ๆ ลืมเลือนหายไปจากความทรงจำเองโดยที่ไม่ต้องพยายามที่จะลืม จึงไม่จำเป็นต้องนำเรื่องร้าย ๆ มาคิดซ้ำเติมตนเองให้เสียใจอีก และเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นในอดีตเพื่อแก้ไขได้อีกแล้ว จึงเปล่าประโยชน์ที่จะคิดถึงหรือคิดกลับไปกลับมาซ้ำ ๆ การเรียกร้องหาอดีต ย่อมไม่เป็นผลดีกับตนเองอย่างแน่นอน วิธีนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจิตใจได้จนหมดสิ้น ถ้าไม่มีสติปัญญารู้เท่าทัน แยกแยะเรียบเรียงลำดับความคิด และไม่มีเหตุมีผลแล้ว ย่อมจะเกิดความสับสนในใจขึ้น ในด้านกายภาพอาจจะทำให้สมองหลั่งสารเคมีที่มากผิดปกติ เกิดการสะสมจนทำลายเนื้อสมองอย่างถาวร ทำให้เกิดความคิดความเห็นผิด ประสาทหลอน หรือเข้าขั้นที่จะทำร้ายตัวเอง ที่เรียกว่าโรคจิต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น