การรักษาสุขภาพเพื่อชะลอวัย 4 ประการ
การรักษาสุขภาพด้วยการกิน ดื่ม พักผ่อน ออกกำลังกายให้แข็งแรงและเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตให้ยาวนาน
วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568
4 อ. ชะลอวัย
วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568
การทำงานของอินซูลิน
• ไขมัน (Triglycerides): ในเซลล์ไขมันและตับ กลูโคสส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อเก็บเป็นพลังงานสำรองในระยะยาว ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ไลโปเจเนซิส (lipogenesis)
นอกจากนี้ อินซูลินยังมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งกลูโคสจากตับ (gluconeogenesis) อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกินไป [1]
• เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) การหลั่งอินซูลินจะลดลง เพื่อสงวนน้ำตาลไว้ในกระแสเลือดสำหรับอวัยวะที่จำเป็น เช่น สมอง ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) ซึ่งทำงานตรงข้ามกับอินซูลิน จะถูกหลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นให้ตับปล่อยกลูโคสที่เก็บสะสมไว้ออกมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
กลไกการทำงานร่วมกันของอินซูลินและกลูคากอนนี้เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด (glucose homeostasis) [2]
[3] Centers for Disease Control and Prevention. (2024, May 15). About Insulin Resistance and Type 2 Diabetes. Retrieved from https://www.cdc.gov/diabetes/about/insulin-resistance-type-2-diabetes.html
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568
หอยนางรมกับสุขภาพร่างกาย
การกินหอยนางรมดิบ
• คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้และปวดศีรษะ
• บางครั้งมีอาการคล้ายเป็นบิด ถ่ายอุจจาระปนเลือดหรือเป็นมูก
• ระยะฟักตัว: 12-24 ชั่วโมง หรือ ช่วง 4-30 ชั่วโมง
4. หากมีบาดแผล ไม่ควรสัมผัสน้ำทะเลหรืออาหารทะเลดิบ
5. ล้างมือให้สะอาด หลังสัมผัสสัตว์ทะเลหรือผลิตภัณฑ์อาหารทะเล
[7] Medical News Today. (2022). Are oysters really an aphrodisiac?. Retrieved from https://www.medicalnewstoday.com/articles/oysters-aphrodisiac
[8] WebMD. (n.d.). Oysters: Are They Good for You?. Retrieved from https://www.webmd.com/diet/oysters-good-for-you
[9] Pobpad. (n.d.). หอยนางรม ประโยชน์ต่อสุขภาพ เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ. Retrieved from https://www.pobpad.com/
[10] Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). Vibrio and Oysters. Retrieved from https://www.cdc.gov/vibrio/prevention/vibrio-and-oysters.html
กระเทียมกับน้ำผึ้ง
กรรมวิธีการทำและรับประทานกระเทียมแช่น้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ
กระเทียมแช่น้ำผึ้ง หรือ กระเทียมดองน้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในวิธีการถนอมอาหารแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมในหลายวัฒนธรรม โดยเชื่อว่าเป็นการผสมผสานคุณประโยชน์ของสมุนไพรสองชนิดที่มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นอย่างกระเทียมและน้ำผึ้งเข้าไว้ด้วยกัน เอกสารฉบับนี้จะนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับกรรมวิธีการทำ วิธีการรับประทานที่เหมาะสม ประโยชน์ต่อสุขภาพที่อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมถึงข้อควรระวังที่สำคัญ เพื่อให้การบริโภคเกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยวิธีที่ 1: การหมักกระเทียมในน้ำผึ้ง (Honey-Fermented Garlic) วิธีนี้เน้นกระบวนการหมักตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ได้กระเทียมที่นุ่มและหวานขึ้น พร้อมกับน้ำผึ้งที่เจือจางลงและมีกลิ่นรสของกระเทียม มีดังนี้
1. เตรียมกระเทียม: ปอกเปลือกกระเทียมและทำความสะอาด จากนั้นผึ่งให้แห้งสนิท
2. บรรจุลงโหล: นำกระเทียมที่เตรียมไว้ใส่ในโหลแก้วที่สะอาดและแห้ง
3. เทน้ำผึ้ง: เทน้ำผึ้งดิบลงไปให้ท่วมกระเทียมทั้งหมด รอให้น้ำผึ้งแทรกซึมลงไปจนทั่วแล้วเติมเพิ่มหากจำเป็น
4. การหมัก: ปิดฝาโหลแบบหลวมๆ เพื่อให้ก๊าซที่เกิดจากการหมักสามารถระบายออกมาได้ นำไปเก็บไว้ในที่มืดและเย็น (เช่น ตู้กับข้าว) เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน
5. การดูแลระหว่างหมัก: ในช่วงสัปดาห์แรก ควรเปิดฝาเพื่อระบายก๊าซ (Burping) หรือคนให้เข้ากันทุกวัน เพื่อให้กระเทียมที่ลอยอยู่ด้านบนได้สัมผัสกับน้ำผึ้งอย่างทั่วถึงและป้องกันการเกิดเชื้อรา [1]
1. เตรียมน้ำดอง: ผสมน้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู และเกลือเข้าด้วยกัน นำไปต้มจนเดือดแล้วพักไว้ให้เย็น
2. เตรียมกระเทียม: ปอกเปลือกกระเทียม ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งให้แห้งสนิท
3. บรรจุลงโหล: นำกระเทียมใส่ในโหลแก้วที่เตรียมไว้
4. ผสมส่วนผสม: เติมน้ำผึ้งและน้ำดองที่เย็นแล้วลงไปในโหลกระเทียม คนให้เข้ากัน
5. การดอง: ปิดฝาให้สนิทและนำไปเก็บไว้ประมาณ 15 วัน ขึ้นไป จึงจะสามารถรับประทานได้ [2]
• กระเทียมและน้ำผึ้งมีสารต้านอนุมูนอิสระสามารถบรรเทาอาการหวัดไอและเจ็บคอได้
• มีงานวิจัยชี้ว่าในกระเทียมจะมีสารอัลลิซิน ซึ่งจะลดระดับ คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ากระเทียมดองน้ำผึ้งสามารถรักษาไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ การกินกระเทียมสดจะได้สารอัลลิซินที่มากกว่า เนื่องจากสารจะสลายเมื่อผ่านความร้อนหรือกระบวนการแปรรูป [5]
• กระบวนการหมัก ทำให้เกิดกระบวนการ โปรไบโอติกซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพลำไส้และสารในกระเทียมกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้ได้
• เพื่อสุขภาพทั่วไป: รับประทานวันละ 1-2 หัว ขณะท้องว่าง [6]
• เมื่อเริ่มมีอาการป่วย: สามารถรับประทานน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือกระเทียม 1 กลีบ ได้ถึง 3 ครั้งต่อวัน
• การนำไปประกอบอาหาร: สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในน้ำสลัด ซอสหมัก หรือใช้ราดบนอาหารต่าง ๆ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงเพื่อรักษาสารอาหารที่เป็นประโยชน์
2. ไม่ปลอดภัยสำหรับทารก: ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีบริโภคน้ำผึ้งโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโบทูลิซึมในทารก (Infant Botulism) [3]
3. ปริมาณน้ำตาล: น้ำผึ้งเป็นแหล่งของน้ำตาล ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควรบริโภคในปริมาณที่จำกัด [4]
4. อาการระคายเคือง: การรับประทานกระเทียมในปริมาณมากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร เช่น แสบท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียได้
5. ปฏิกิริยากับยา: กระเทียมอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาลดความดันโลหิต ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน [4]
โดยสรุป กระเทียมแช่น้ำผึ้งเป็นอาหารที่มีประโยชน์จากคุณสมบัติดั้งเดิมของส่วนผสมหลัก แต่ไม่ใช่ยารักษาโรค การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ เช่น การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย จะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมได้อย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568
บริหารความเครียด
พฤติกรรมจะเบื่ออาหาร หรืออาจจะรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลาจนกินมากผิดปกติ หรือนอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกัน ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง บางคนปลีกตัวออกจากสังคมไปเผชิญกับความเครียดอย่างโดดเดี่ยว บางคนปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย เป็นลม เจ็บหน้าอก และมีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน โรคอ้วน โรคแผลในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าเผชิญกับความเครียดที่รุนแรงมาก ๆ จะกระตุ้นระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย จนส่งผลให้เกิดอาการช็อคและเสียชีวิตได้ บางคนมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น และมีความอดทนต่ำลง พร้อมที่จะเป็นศัตรูกับผู้อื่นได้ง่าย และอาละวาดขว้างปาสิ่งของ ทำร้ายผู้อื่น หรือทำร้ายร่างกายตนเอง อาจมีอาการหลงผิดและตัดสินใจแบบชั่ววูบนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
หลักคำสอนของศาสนาเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจที่ดี ด้วยการมองเห็นปัญหาในรูปของ ไตรลักษณ์ คือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ปัญหาย่อมจะดับไป และเป็นของนอกกายคือ ไม่สามารถยึดเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นเรื่องของตัวตนของเราได้ เมื่อไม่มีสิ่งที่จะได้ยึดเอามาเป็นตัวเราของเราได้ ปัญหาก็ย่อมหมดไปด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุห์ทัย นิโรธ มรรค คือ มองเห็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์ แล้วแก้ไขที่สาเหตุปัญหา โดยเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาจากมากไปหาน้อย แล้วนำมาพิจารณาแก้ไขทีละเรื่อง ไม่ควรเผชิญกับปัญหาทั้งหมดพร้อม ๆ กันในคราวเดียว ใคร่ครวญวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาด้วยจิตใจเป็นกลางบนพื้นฐานความเป็นจริง แล้วเลือกทางออกที่ดีที่สุด เมื่อลงมือทำไปแล้ว ต้องไม่เสียใจกับความผิดพลาดที่เราคิดว่าตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว ก็ควรยอมรับ ให้เกียรติ และเชื่อมั่นในตนเอง พร้อมที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดให้หมดสิ้นไป
ปัญหาบางอย่างต้องอาศัยเวลาในการแก้ไข เวลาจะเป็นเครื่องเยียวยารักษาจิตใจ ปล่อยใจออกจากปัญหาสักพัก เมื่อปล่อยวางได้ สติก็จะกลับคืนมาและเกิดปัญญาในการแก้ปัญหา หากยังไม่เข้าใจในปัญหาหรือจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ ก็ให้ขอคำแนะนำหรือปรึกษาหารือกับผู้ที่เราไว้ใจบ้างก็ได้ หรือให้คิดถึงความสุข ความสำเร็จในอดีตบ้างในยามที่ท้อแท้ หรือการมองเห็นชีวิตคนอื่นที่แย่กว่า ก็อาจช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าของตนเองและมีกำลังใจในการแก้ปัญหา หรือมุ่งทำแต่สิ่งที่ดี ๆ เอาไว้ วันนี้ อาจมีความทุกข์มากมาย แต่พรุ่งนี้มักจะมีความหวังเกิดขึ้นเสมอ ตราบที่ยังมีลมหายใจ ควรมีความพยายามและความกล้าหาญพร้อมที่จะเผชิญกับมัน
2. ตามใจตัวเองบ้าง ให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเอง เช่น ผ่อนคลายด้วยการช้อปปิ้ง หรือหาของหวานอร่อย ๆ รับประทาน
3. ปรับสกรีนเซฟเวอร์หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่ดูแล้วคลายความเครียด เช่น ภาพท้องทะเล เป็นต้น
5. หันมาบริโภคโฮลเกรน ธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด ยังคงส่วนประกอบสำคัญอยู่ครบถ้วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเมล็ด เนื้อเมล็ด และจมูกข้าว ซึ่งจะค่อย ๆ ถูกดูดซึมอย่างช้า ๆ และถูกปล่อยเป็นพลังงานออกมา ทำให้รู้สึกอิ่มนานและช่วยคุมน้ำหนักได้
7. บันทึกความกังวลในแต่ละวัน แล้วสังเกตและจดดูว่าแต่ละวัน เรามีเรื่องกังวลกับสิ่งต่าง ๆ มากหรือไม่ แล้วหันมาทบทวนว่า เราเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้มากเกินไปรึเปล่า และลิสต์เรื่องที่ทำให้มีความสุข จะทำให้เรามองวันทั้งวันที่เหลือของเราในแง่ดีมากขึ้น และจะคอยเตือนว่าเรามีเรื่องดี ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง
8. หายใจลึก ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อวัน ลองกำหนดลมหายใจ โดยค่อย ๆ หายใจเข้า และหายใจออกช้าๆ เหมือนกับนั่งสมาธิ เพียงแค่นี้ก็ช่วยลดความเครียดได้
9. ออกกำลังกาย เป็นวิธีขจัดความเครียดโดยไม่ต้องลงทุน แค่ลงแรง เนื่องจากเวลาเราออกแรงให้เหงื่อออก ร่างกายก็จะขับของเสียออกมา และช่วยสมองปลอดโปร่ง
10. กินขนมขบเคี้ยว "เครียดน้อย ๑ เม็ด เครียดมาก ๒ เม็ด" เช่น ถั่ว เมล็ดพืชและช็อคโกแลตชิป กินสักหนึ่งกำมือก็พอ เพราะหากกินมากไป ก็จะเครียดเพราะความอ้วนได้
11. พูดอย่างนุ่มนวล ถ้าเราลองหัดพูดให้นุ่มนวล ละมุนละไม ส่งผลให้ความดันเลือด อัตราการเต้นของหัวใจและความเครียดลดลงได้
12 ระบายความรู้สึกผ่านตัวหนังสือ เมื่อรู้สึกเครียดก็ระบายมันออกมาเลย ไม่ต้องลงไม้ลงมือ แค่เขียนใส่กระดาษไป อาจจะไม่ได้ช่วยให้หายโกรธทันที แต่ทำให้ความเครียดลดลงได้
13. ร้องเพลงขณะอาบน้ำ ทำให้ผ่อนคลายได้มากขึ้น หรือฟังเพลงเบาๆ เป็นจังหวะอย่างช้า ๆ และปล่อยอารมณ์เพลิดเพลินไปกับมัน
14. เข้านอนเร็วกว่าเดิม จะไม่รู้สึกหงุดหงิดในเวลานาฬิกาปลุกตอนเช้า เพราะว่าร่างกายพักผ่อนเพียงพอ พร้อมรับวันใหม่อย่างสดชื่นแล้ว
15. บอกเล่าเรื่องดี ๆ ให้คนอื่นฟัง พูดคุยกับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานและกล่าวชื่นชมยินดีพวกเขา สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันและช่วยลดความตึงเครียดได้
16. ตอนที่เราไม่สบายใจ แล้วมีคนคอยจับมือและอยู่เคียงข้าง ทำให้รู้สึกดีขึ้น ทั้งที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจากเรื่องที่เครียด นั้นเป็นเพราะการสัมผัสส่งผลบางอย่างที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้น
17. ประดิษฐ์งานฝีมือที่ชื่นชอบ ใช้เวลาแค่ ๒๐ นาที ช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้นและให้ความสนใจไปกับสิ่งที่ทำให้เราเพลิดเพลิน ลืมความตึงเครียดไปได้ชั่วขณะ
18. หาอะไรทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้าน เช่น กวาดบ้านถูบ้าน ซึ่งสิ่งที่เลือกทำควรจะเป็นงานเบา ๆ ใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ นาที ไม่เหนื่อยจนเกินไป
19. เปิดรูปภาพที่เรารัก หรือบนโต๊ะทำงานมีภาพครอบครัวหรือคนที่รัก เพราะว่าเวลาได้มองรูปภาพคนที่เรารัก จะทำให้มีกำลังใจที่ดีขึ้น
20. จิบโกโก้ร้อน เพราะมีรสชาติ หวาน มัน กลิ่นหอมของโกโก้ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย
21. หาเวลาไปนวดเพื่อให้ร่างกายรู้สึกสบายขึ้น หลังจากการทำงานหรือออกกำลังกาย สัก 5 นาที
22. มีความสุขกับชั่วโมงการอาบน้ำ 20 นาที ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักบ้าง
23. หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส เพราะทุกครั้งที่เราหัวเราะ ร่างกายก็จะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาและยังเป็นวิธีการชะลอความแก่อีกด้วย
24. ทำครัว เรามักเพลิดเพลินเวลาค่อย ๆ หั่นผักสดเป็นจังหวะ เหมือนเล่นดนตรี ทำให้เราลืมเรื่องวุ่นวายภายนอกไปได้ชั่วขณะ ทำให้เรามีอาหารแสนอร่อย เป็นรางวัลอีกด้วย
25. ยืดแข้งยืดขาเพื่อคลายกล้ามเนื้อ บิดตัวไปมา หมุนศีรษะเบา ๆ ขยับแขนขาเล็กน้อย ก็ช่วยได้
กินน้อยลงสุขภาพดีขึ้น
การกินน้อยจะช่วยทำให้ไม่แก่เร็ว
1. ลดปริมาณอาหาร จะทำให้อายุยืน ใบหน้าดูมีชีวิตชีวา รูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนกว่าวัย แสดงให้เห็นถึงการที่มีสุขภาพดีจากภายใน ซึ่งปรากฏให้เห็นทางภายนอก ความสวยงามเป็นกฎของธรรมชาติที่ทุกคนจะต้องมีเพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น ถ้าอวัยวะภายในทำงานได้อย่างเต็มที่ มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง หน้าท้องก็จะแบนราบ ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนลงพุง ถ้าสุขภาพก็ไม่ดี รูปลักษณ์ภายนอกก็จะแก่เร็ว การกินอาหารเพียงน้อยต่อมื้อจะช่วยทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และควรเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วตื่นแต่เช้าตรู่ สมองจะทำงานกระฉับกระเฉง เมื่อผอมลง ความต้องการปริมาณอาหารจะลดลงเองตามธรรมชาติ ทำให้เบื่อสุรา สิ่งของมึนเมาไปด้วย2. ภาวะอดอยาก จะทำให้รอดชีวิต สังเกตจากประเทศที่เผชิญภาวะอดอยาก จะมีอัตราการเกิดของประชากรสูง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับมีอัตราการเกิดต่ำมากเหมือนจะใกล้สูญพันธุ์ ถ้ามนุษย์ไม่ได้เผชิญกับภาวะอดยาก ยีนที่จะช่วยให้รอดชีวิตก็จะไม่ทำงาน ตรงกันข้ามการกินอย่างอิ่มหนำสำราญ กลับทำให้ร่างกายแก่ชราเร็วและอัตราการเกิดประชากรจะลดลง ภูมิคุ้มกันก็จะกลับมาทำร้ายตัวเอง แม้จะกินอาหารเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น เพราะวิวัฒนาการของมนุษย์เปลี่ยนไป แต่ถ้ายิ่งหิว ความสามารถในการอยู่รอดก็จะทำงาน และทำให้กลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง
3. ยีนรอดชีวิต ทำให้อายุยืนและสุขภาพดี จะปรากฏขึ้นเฉพาะตอนที่อดอยากเท่านั้น ถ้าเรากินมากเกินไป ยีนนี้จะไม่ทำงาน แล้วจะล้มป่วยจากการกินจนอ้วนและกินแบบผิด ๆ ด้วยโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ให้รอฟังเสียงท้องร้องก่อน แล้วรออยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยกิน เพื่อทำให้ยีนรอดชีวิตปรากฏแล้วจึงค่อยกินอาหาร
4. กินอาหารเมื่อหิว ธรรมชาติท้องร้องเพราะหิว แต่คนจำนวนมากไม่ทันหิว ก็จะกินเมื่อถึงเวลาเพราะความเคยชิน จึงทำให้อ้วนลงพุง ควรดื่มน้ำให้มากเพราะจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ไม่ข้นเหนียว ทำให้อิ่มท้อง และขับถ่ายง่าย อุจจาระไม่แข็งจนท้องผูกเป็นริดสีดวงทวาร ควรรับประทานผักลวก จะมีกากใยและขับถ่ายง่าย ส่วนเนื้อสัตว์ก็จะทำให้อุจจาระแข็งตัวขับถ่ายยาก
5. ร่างกายปรับตัวเข้ากับความอดอยาก แต่ร่างกายไม่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภาวะที่อ้วนลงพุงฉับพลันได้ซึ่งกลายเป็นผลร้ายต่อความอยู่รอดแทน เช่น โรคเบาหวาน คืออาการป่วยที่อวัยวะสำหรับล่าเหยื่อทั้งหมดหดเล็กหรือเสื่อมสภาพลง ได้แก่ ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา และภาวะเนื้อตายเน่าที่เกิดจากโรคเบาหวาน ผู้ชายจะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนผู้หญิงจะมีบุตรยาก แล้วจะพากันตายจากโลก
6. ไขมันสะสมเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผู้หญิงจะมีไขมันใต้ผิวหนังเพื่อเตรียมช่องท้องสำหรับตั้งครรภ์ ส่วนร่างกายของผู้ชายจะมีไขมันในช่องท้อง แต่ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก ร่างกายจึงเปลี่ยนมาสะสมไขมันในช่องท้อง สารคลอเรสเตอรอลตามปกตินั้นมีประโยชน์ แต่ถ้ามากเกินไปมันจะกลับมาทำร้ายตัวเอง ทำให้เกิดภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองผิดปกติ อาหารประเภทไขมัน น้ำตาล และเกลือ อย่ากินมากเพราะจะทำให้อายุสั้น
8. กาแฟหรือชา เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน พิษดังกล่าวคือคาเฟอีน มีฤทธิ์ในการป้องกันภัยเพื่อให้ต้นชาอยู่รอดนั่นเอง เมื่อคนบริโภคเข้าไปไม่เพียงจะทำให้ติดคาเฟอีน แต่ทำให้การย่อยและการดูดซึมอาหารผิดปกติอีกด้วย
9. เดินเสริมสร้างกระดูก กระดูกเป็นเหมือนธนาคารสะสมแคลเซี่ยมเอาไว้ เมื่อแคลเซียมในเลือดลดลงก็จะนำแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน ถ้าอยากให้กระดูกแข็งแรง ควรเดินเป็น 2 เท่าของคนทั่วไป แรงโน้มถ่วงจะทำให้กระดูกรับภาระหนักและปริมาณแคลเซียมในกระดูกก็จะเพิ่มขึ้น ถ้าเราหิวแล้วไม่มีอาหารตกถึงท้อง ร่างกายจะตอบสนองด้วยการนำไขมันที่สะสมไว้ในช่องท้องมาเปลี่ยนเป็นสารอาหาร แล้วหน้าท้องจะแบนราบอย่างไม่ต้องสงสัยเลย อีกทั้ง จะทำให้ฮอร์โมนอะดิโพเนคทินหลั่งออกมาช่วยป้องกันภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัวและทำความสะอาดภายในเส้นเลือด ให้ดูเป็นหนุ่มสาว และช่วยให้ผิวสวยและกลิ่นตัวหายไปด้วย
10. ขยับร่างกายเป็นกิจวัตร เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ถ้าไม่หิว\ก็ไม่ควรกินอาหาร การออกกำลังแบบหักโหม จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะมีผลเสียต่อร่างกาย ถ้าเซลล์ของหัวใจบาดเจ็บจะไม่สามารถชดเชยได้ด้วยการแบ่งเซลล์ เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่วนที่เหลือก็ไม่อาจทำหน้าที่แทนได้ อัตราการเต้นของหัวใจตั้งแต่เกิดจนตายถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าต้องการมีอายุยืนยาวควรเลี่ยงไม่ให้ชีพจรเต้นเร็วเกินไป อย่าให้หัวใจรับภาระหนัก ส่วนผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย แล้วจู่ ๆ ก็มาวิ่งนั้นจะเป็นอันตรายมาก
11.ไม่อบความร้อน ถ้าอากาศยิ่งร้อน ไขมันในช่องท้องจะไม่เผาผลาญ การอบซาวน่าให้เหงื่อออก ไม่ได้ทำให้ไขมันเผาผลาญ
12. เตรียมสู่วัยชราด้วยสุขภาพดี จะใช้เวลานอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลโดยทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน หรือเราจะมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง มีกำลังวังชา โดยมีรูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนเยาว์จนถึงวาระสุดท้าย แล้วค่อยจากโลกนี้ไปอย่างสวยงาม นอนหลับให้สนิทและดำเนินชีวิตด้วยการกินอาหารมื้อละน้อย
วิ่งแข่งทางไกล
การเตรียมใจ เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าใจพร้อมแต่ร่างกายไม่พร้อม ก็ไม่ไหวเหมือนกัน จะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย "กาย" และ "ใจ" จึงต้องมาพร้อมกัน
อาหารและน้ำ ก่อนจะวิ่งควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสม่ำเสมอ กินอาหารให้เพียงพอ ก่อนจะวิ่งให้กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไฟเบอร์ต่ำ เช่น ขนมปังโฮลเกรน หรืออาหารที่ง่ายต่อการย่อยและเปลี่ยนเป็นกลูโคสให้พลังงานขณะวิ่ง และไม่ควรกินหนักในช่วง 2 ชม. ก่อนการวิ่ง ควรดื่มน้ำสะอาดก่อนการออกวิ่ง 30 นาที จำนวน 1-2 แก้ว หรือกิน Energy Bar เพื่อเพิ่มพลังงานก็ได้ หลังจากวิ่งเสร็จ 30-60 นาที ให้กินอาหารประเภทโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็ว หรือจะดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ก็ได้
สร้างความแข็งแกร่ง การเตรียมตัวให้เน้นการออกกำลังกายที่ใช้ระยะเวลานาน เช่น การเดิน หรือการวิ่งเบาๆ ช้าๆ ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และเสริมพลังด้วยการยกเวท Cardio Exercise ต่างๆ ในทุกส่วนของร่างกาย เริ่มจากการสลับเดิน-วิ่ง เพื่อปรับตัวและควรพกน้ำไปจิบเพื่อดับกระหาย มีการฝึกวิ่งเร็วเพื่อเพิ่มความทนทานและความแข็งแรงของหัวใจ และยกระดับความสามารถของกล้ามเนื้อให้วิ่งได้นานขึ้น แล้วจึงเพิ่มระยะหรือความเร็วให้มากขึ้นทีละนิด บันทึกการฝึกไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อดูพัฒนาการของตนเอง และไม่ควรทิ้งช่วงการฝึกเกิน 1 สัปดาห์ เพื่อร่างกายจะคงระดับความฟิตไว้ได้
เริ่มฝึกซ้อม เริ่มจากเบาไปหาหนัก และฝึกความอดทน ต้องฝึกแบบหนักสลับเบา และมีช่วงพักร่างกายเพื่อปรับสมดุล และค่อยพัฒนาให้ใช้เวลามากขึ้นในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งควรเตรียมตัวอย่างน้อย 1 เดือน นักวิ่งหน้าใหม่ควรให้เริ่มจากระยะน้อยก่อน เช่น ระยะ 3-5 กม. ก่อนที่จะพัฒนาเข้าสู่เป็นระยะ 10 กม. มินิฮาล์ฟมาราธอน หรือการวิ่งมาราธอนประเภทอื่นได้ ถ้าขณะวิ่งแล้วพูดออกมาเป็นประโยคได้ก็สามารถเพิ่มความหนักการฝึกซ้อมได้ ถ้าจะลงแข่งขันวิ่งมาราธอน ระยะ 42 กม. ก็จะเริ่มฝึกซ้อม 2-3 เดือน การชวนเพื่อนไปวิ่งหรือออกกำลังกายอื่นๆ ด้วยกัน จะดีกว่าฝึกอยู่คนเดียว เพื่อเพิ่มสัญชาติญาณการแข่งขันและจะทำให้เราเก่งขึ้นเอง
จัดโปรแกรมฝึกซ้อม สำหรับมือใหม่อาจตั้งเป้าว่าจะวิ่ง 20 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ และฝึกซ้อมให้ชินกับการวิ่งช้าๆ แต่ระยะทางไกล จะทำให้เรารู้ลิมิตตัวเอง แต่ละคนมีพื้นฐานร่างกายที่ต่างกัน การซ้อมหนักหรือเบา นานหรือสั้น ต้องใช้ร่างกายวัดเอาเอง ในทุกหนึ่งสัปดาห์ ต้องฝึกซ้อม Long Slow Distance ให้ได้ 1 ครั้ง โดยพยายามวิ่งช้าๆ และรักษาความเร็วให้คงที่ เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับการวิ่งระยะทางยาว ๆ
ฝึกวิ่งสม่ำเสมอ การวิ่งที่ดีควรเริ่มที่ 3 กม. ไปจนถึง 16 กม. และค่อยๆ เพิ่มระยะวิ่งไปเรื่อยๆ แต่ไม่ควรเพิ่มระยะวิ่งมากกว่า +8 กม. ต่อสัปดาห์ แต่ให้ความสำคัญไปที่ระดับความเร็วที่ใช้วิ่ง การฝึกควรค่อยๆ ผ่อนลงในช่วงสองสัปดาห์ก่อนแข่ง เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น สิ่งสำคัญคือ อย่าละทิ้ง และอย่ายอมแพ้ไปก่อน การเร่งรีบ การซ้อมวิ่งมาราธอน ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืนจะดีกว่า
รักษาแรงกระตุ้น จะต้องไม่ท้อหรือเบื่อ พักผ่อนให้เต็มที่ อย่าให้รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป หากหาเพื่อนวิ่งไปด้วยกันได้ อาจจะเป็นกลุ่มหรือเพื่อนที่รู้ใจสักคน จะสามารถแชร์เรื่องราวต่างๆ กับเพื่อนได้ และพัฒนาไปด้วยกัน หลังจากวิ่งมาราธอน ร่างกายจะอยู่ในสภาพล้าเอามากๆ จะได้มีคนที่จะพากลับบ้านด้วย
ก่อนวิ่งแข่ง ควรจะมีการวอร์มอัพโดยการอบอุ่นร่างกายก่อนลงวิ่งจริงประมาณ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายพร้อมต่อการทำกิจกรรม และควรยืดกล้ามเนื้อก่อนการวิ่ง และหลังจากวิ่งเสร็จควรทำคูลดาวน์ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกลับสู่สภาวะปกติของร่างกาย หรืออาจจะวิ่งเหยาะๆ 10-15 นาที พร้อมด้วยเหยียดมัดกล้ามเนื้อ
ท่าทางการวิ่ง อย่าก้าวขาไกลเกินเข่า จะทำให้เสียพลังงานโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ ให้ยืดลำตัวตรงและสูง เพื่อไม่ให้เสียพลังงานไปกับการที่ร่างกายสะบัดไปในทิศทางที่ไม่ต้องการ , ให้โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง ให้เตะปลายเท้าไปข้างหน้าและก้าวถี่ๆ ห้ามใช้ส้นเท้าลงเด็ดขาดเพราะจะทำให้เจ็บเข่าจากแรงกระแทก แต่ให้ใช้กลางเท้าลง และงอเข่าเล็กน้อยป้องกันการบาดเจ็บ ให้ยกเท้าสูงจากพื้นเล็กน้อยเพื่อประหยัดพลังงาน หายใจให้เป็นจังหวะด้วยส่วนท้องไม่ใช่อก ถ้าหายใจถูกวิธีจะสามารถพูดไประหว่างวิ่งได้
สภาพจิตใจและร่างกาย การวิ่งไกลเหมือนวิ่งอยู่คนเดียวต่อสู้กับขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ควรเอามากดดันตัวเอง ควรเกาะกลุ่มกับนักวิ่งที่อยู่ในระดับเดียวกัน รักษาระดับความเร็ว คิดเสมอว่าชัยชนะคือการได้เข้าเส้นชัยในเวลาที่สมเหตุสมผล ในระหว่างการวิ่งแข่ง ให้เติมน้ำให้ร่างกายอย่างน้อยครึ่งลิตรต่อชั่วโมงเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปทางเหงื่อ ให้หลีกเลี่ยงอาการที่เหมือนกับวิ่งชนกำแพงซึ่งมักเกิดขึ้นที่ กม.ที่ 32 ด้วยการรักษาระดับความเร็วให้คงที่เหมือนกับเวลาซ้อม
